การปฏิวัติ AI ในอินเดียกับโอกาสของนักลงทุนไทย
สาธารณรัฐอินเดียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี อยู่ระหว่างการปฏิวัติปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มรูปแบบ โดยกระทรวงเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และสารสนเทศ ได้เปิดเผยถึงเป้าหมายในการยกระดับขีดความสามารถด้าน AI ในฐานะแผนที่นำทางสู่การเป็น Viksit Bharat หรือ "อินเดียที่พัฒนาแล้ว" ภายในปี 2047 ภายใต้เป้าหมายดังกล่าว รัฐบาลอินเดียได้วางรากฐานเชิงยุทธศาสตร์ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่ครอบคลุมตั้งแต่ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ การศึกษา ไปจนถึงกฎระเบียบที่สมดุลเพื่อเอื้อต่อการขับเคลื่อนประเทศ บทความนี้จะนำท่านสำรวจแผนที่นำทางด้าน AI ของอินเดีย และโอกาสของนักลงทุนชาวไทยในการเชื่อมโยงและต่อยอดจากการปฏิวัติ AI ของอินเดีย
การปฏิวัติ AI ในฐานะแผนที่นำทางสู่การเป็นอินเดียที่พัฒนาแล้ว (Viksit Bharat)
ปัจจุบัน การเข้าถึงและการให้บริการปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในอินเดีย ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกลุ่มนายทุนหรือบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างชาติเท่านั้น เนื่องจากรัฐบาลของอินเดียได้สนับสนุนให้นักศึกษา สตาร์ทอัพ และนักนวัตกรรมภายในประเทศ ได้เข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ในขณะเดียวกันได้ออกแถลงการณ์เชิงนโยบายในการยกระดับ AI เพื่อช่วยให้อินเดียก้าวสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยมีแผนที่นำทางสำคัญ 7 ประการ ประกอบด้วย
ประการที่ 1 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และเซมิคอนดักเตอร์ รัฐบาลอินเดียจัดสรรงบประมาณกว่า 10,300 โกฏิรูปี สำหรับภารกิจ India AI เพื่อสร้างศูนย์คอมพิวต์ประสิทธิภาพสูงที่มี GPU กว่า 18,000 หน่วย ซึ่งจะเปิดให้บริการในราคาถูกกว่าทั่วโลกถึง 20 เท่า อีกทั้งยังส่งเสริมการผลิต GPU ภายในประเทศและสร้างโรงงานเซมิคอนดักเตอร์อีก 5 แห่งตามเมืองระดับรองที่มีความสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยีภายในประเทศ
ประการที่ 2 การพัฒนา AI ด้วยข้อมูล และการจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศ อินเดียเปิดตัวแพลตฟอร์ม India AI Dataset เพื่อให้สตาร์ทอัพและนักวิจัยเข้าถึงฐานข้อมูลอย่างเปิดกว้าง ขณะเดียวกันได้สนับสนุนการจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้าน AI ในสาขาต่างๆ อาทิ สุขภาพ เกษตร เมืองยั่งยืน รวมถึงการศึกษา ด้วยงบประมาณกว่า 500 โกฏิรูปี
ประการที่ 3 การพัฒนาโมเดลภาษาและเทคโนโลยีพื้นฐานของอินเดีย อินเดียเร่งพัฒนาโมเดลภาษา LLM และระบบ AI ที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น เช่น Sarvam-1 ที่รองรับ 10 ภาษาในอินเดีย และ BharatGen ซึ่งเป็นโครงการ LLM แบบมัลติโหมดแห่งแรกของรัฐบาล รวมถึงโครงการ BHASHINI เพื่อแปลและเข้าถึงข้อมูลแบบพูดได้ในหลายภาษาท้องถิ่น เพื่อช่วยหนุนเสริมเทคโนโลยีพื้นฐานและการใช้งานของประชาชนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม
ประการที่ 4 การบูรณาการ AI กับโครงสร้างดิจิทัลสาธารณะ (DPI) ในอินเดีย ระบบ AI ได้ถูกนำมาใช้ร่วมกับแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่าง Aadhaar, UPI และ DigiLocker รวมถึงการบริหารจัดการมวลชนจำนวนมากในงานมหากุมภ์ (Kumbh Mela) ในปี 2025 ซึ่งใช้ AI เพื่อติดตามการเคลื่อนไหวของระบบขนส่ง การเข้างาน การบริการอาหารและเครื่องดื่ม รวมไปถึงการเข้าร่วมงานแบบเรียลไทม์ ซึ่งเสริมการให้บริการด้วยChatbot หลายภาษาเพื่อรองรับผู้คนที่มาจากหลายท้องถิ่น
ประการที่ 5 การพัฒนาทักษะและบุคลากรด้าน AI รัฐบาลอินเดียได้ผลักดันการศึกษาด้าน AI โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในระดับการศึกษาขั้นสูง ตั้งแต่ระดับปริญญาตรีจนถึงปริญญาเอก พร้อมจัดตั้งห้องปฏิบัติการเพื่อพัฒนาทักษะ AI ในเมืองระดับรอง ทำให้อินเดียครองอันดับ 1 ด้านการพัฒนาทักษะ AI สำหรับทรัพยากรมนุษย์ ตามดัชนี Stanford AI Index ปี 2024 ซึ่งสอดรับกับความต้องการบุคลากรที่มีทักษะด้าน AI ของโลก จะสูงถึง 1 ล้านคนภายในปี 2026 ทำให้อินเดียกลายเป็นประเทศที่มีความเข้มแข็งด้านแรงงานที่มีทักษะ AI ของโลก
ประการที่ 6 การสนับสนุนการเติบโตของภาคธุรกิจ AI และ GenAI ในห้วงปีที่ผ่านมารัฐบาลอินเดียได้เพิ่มการสนับสนุนภาคธุรกิจให้นำ AI เข้ามาขับเคลื่อนการดำเนินงาน จนทำให้สตาร์ทอัพด้าน GenAI ในอินเดีย เติบโตถึง 6 เท่าภายในหนึ่งไตรมาส และยังมีบริษัทอินเดียกว่า 80% ที่ให้ความสำคัญกับ AI ในระดับยุทธศาสตร์ ขณะที่ธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (SMBs) ใช้ AI เพื่อเพิ่มรายได้ถึง 93%
ประการสุดท้าย การกำกับดูแล AI แบบสมดุล แม้ว่าโลกจะมีความก้าวหน้าในด้าน AI แต่ในขณะเดียวกันความกังวลเกี่ยวกับจริยธรรมและภัยคุกคามจากเทคโนโลยีที่ก็เพิ่มมากขึ้น จนทำให้รัฐบาล รวมไปถึงองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศต่างๆ เริ่มหันมาทบทวนและสร้างกฏเกณฑ์เพื่อกำกับดูแลการใช้งาน AI อย่างไรก็ตาม ในบริบทของอินเดีย ได้เลือกใช้แนวทาง “เทคโน-นิติศาสตร์” (Techno-legal) โดยหลีกเลี่ยงการออกกฎหมายที่เข้มงวดเกินไป แต่ลงทุนพัฒนาเครื่องมือควบคุมความเสี่ยง เช่น deepfake และภัยไซเบอร์ ผ่านสถาบันชั้นนำเพื่อเป็นกลไกในการกับดูแล AI แบบสมดุล และเอื้อให้ AI เป็นสิ่งหนุนช่วยขับเคลื่อนประเทศ
อนึ่ง การปฏิรูปประเทศด้วยการยกระดับระบบนิเวศ AI ของอินเดีย ได้เน้นความสำคัญของการเข้าถึง ความเป็นธรรม และส่งเสริมนวัตกรรมในระดับชาติ ด้วยการลงทุนเชิงรุกและการออกแบบนโยบายอย่างรอบด้าน จึงทำให้อินเดียไม่เพียงแต่เป็นผู้ใช้ AI แต่ยุทธศาสตร์ของชาติกำลังหนุนเสริมให้อินเดียไปเป็นผู้สร้างนวัตกรรมและผู้นำระดับโลกในด้านดังกล่าว ซึ่งจะนำไปสู่การเป็นอินเดียที่พัฒนาแล้วตามที่อินเดียตั้งเป้าหมายเอาไว้นั่นเอง
โอกาสของนักลงทุนไทยจากการปฏิวัติ AI ในอินเดีย
การปฏิวัติ AI ในอินเดียกำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและทรงพลัง กลายเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่เปิดโอกาสให้กับนักลงทุนจากทั่วโลก รวมถึงนักลงทุนชาวไทยที่มองเห็นโอกาสในการขยายฐานการผลิตไปยังตลาดเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพสูงอย่างอินเดีย รวมไปถึงต้องการใช้องค์ความรู้และการถ่ายทอดเทคโนโลยี AI ของอินเดีย ในการยกระดับการทำงานและธุรกิจของตน ซึ่งสามารถดำเนินการได้ในลักษณะสำคัญดังนี้
1. นักลงทุนชาวไทยที่ต้องการขยายการใช้ AI จากเทคโนโลยีองค์กรสู่การผลิตสินค้า บริการ และผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงผู้บริโภคทั่วไป ในอดีตการลงทุนใน AI ของอินเดีย รวมถึงในระดับโลก มักเน้นไปที่การแสวงหาแนวทางในการบริหารและแก้ไขปัญหาสำหรับองค์กรธุรกิจ เช่น นำมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลและระบบอัตโนมัติ เป็นต้น แต่ปัจจุบันตลาดอินเดียเริ่มเปลี่ยนผ่านสู่การนำ AI มาปรับใช้ในสินค้า บริการ และผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงผู้บริโภคทั่วไปได้ง่าย เช่น แอปดูแลสุขภาพส่วนบุคคล เกม การให้คำแนะนำแบบเฉพาะบุคคล หรือแม้กระทั่งแอปด้านโหราศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ช่วยให้นักลงทุนไทยสามารถใช้โอกาสนี้ในการนำ AI มาช่วยสร้างแบรนด์และผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าได้ นอกจากนี้อาจร่วมลงทุนในลักษณะของ joint venture ได้อีกด้วย
2. นักลงทุนชาวไทยสามารถเข้าถึงและได้ประโยชน์จากระบบนิเวศ AI ของอินเดียที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว อินเดียมีสตาร์ทอัพด้าน AI แบบ “pure-play” (เน้นเทคโนโลยี AI โดยตรง) หลายพันแห่ง และในปีที่ผ่านมาได้รับการลงทุนรวมกว่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากทั้งภายในและนอกประเทศ นักลงทุนและบรรษัทข้ามชาติชื่อดัง เช่น Stellaris และ Lightspeed ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทและขยายการลงทุนในตลาดนี้มากขึ้น สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของอินเดียที่มีฐานทางเทคโนโลยีที่เข้มแข็ง และมีตลาดผู้บริโภคจำนวนมากเป็นอันดับ 1 ของโลก
3. นักลงทุนชาวไทยสามารถยกระดับแอปหรือบริการจริงที่ต่อยอดจากโมเดลภาษา LLM ในขณะที่โลกตะวันตกยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาโมเดลภาษาใหญ่ (LLM) เป็นหลัก เช่น ChatGPT หรือ Claude เพื่อใช้ในการจัดการข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล แต่นักลงทุนหรือผู้ประกอบการ รวมถึง Start up ในอินเดียกลับให้ความสำคัญกับการต่อยอด LLM ให้กลายเป็นบริการหรือแอปพลิเคชันที่ใช้งานได้จริง เช่น เครื่องมือช่วยสื่อสารในภาษาท้องถิ่น บริการให้คำปรึกษา หรือระบบสนับสนุนลูกค้าอัตโนมัติ ซึ่งเป็นจุดที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย
การเติบโตของ AI อินเดียเป็นมากกว่าการขับเคลื่อนหมุดหมายการพัฒนาภายในประเทศ หากแต่ยังนำเสนอโอกาสการลงทุนระดับภูมิภาคที่มีต้นทุนไม่สูงนักเมื่อเทียบกับตลาดตะวันตก และถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับนักลงทุนไทยในการสร้างความร่วมมือระหว่างสตาร์ทอัพไทย-อินเดีย การนำเทคโนโลยี AI อินเดียมาใช้ในตลาดไทย การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และบุคลากรด้าน AI ระหว่างสองประเทศ รวมไปถึง การร่วมลงทุนกับกองทุน VC ที่มุ่งเป้าไปยังอินเดีย ซี่งไม่เพียงแต่การเป็นศูนย์กลางของ AI ในอนาคต แต่อินเดียกำลังเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ของของนักลงทุนไทยที่มองการณ์ไกลและไวพอที่จะคว้าโอกาสนี้
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยณัฐ สร้อยคำ
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
และสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี
อ่านเพิ่มเติมได้ที่
- India’s AI Revolution A Roadmap to Viksit Bharat https://static.pib.gov.in/WriteReadData/specificdocs/documents/2025/mar/doc202536513901.pdf
- Why are investors pouring billions into AI startups in India? https://economictimes.indiatimes.com/news/company/corporate-trends/why-are-investors-pouring-billions-into-ai-startups-in-india/articleshow/117140091.cms?utm_source=contentofinterest&utm_medium=text&utm_campaign=cppst
- Bat VC launches $100 million fund to back US and Indian AI startups https://www.businessinsider.com/bat-vc-launches-fund-indian-us-ai-startups-2025-5?utm_source=chatgpt.com