Foreign Direct Investment in India
ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา อินเดียได้ก้าวขึ้นมาเป็นจุดหมายปลายทางของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ที่น่าจับตามองแห่งหนึ่งของโลก ซึ่ง FDI มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างการจ้างงาน โดยเป็นแหล่งเงินทุนที่ไม่ก่อหนี้ (non-debt) สำหรับการพัฒนาประเทศ ด้วยขนาดตลาดที่ใหญ่ ประชากรจำนวนมาก และเศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้มีบริษัทข้ามชาติและนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในอินเดียอย่างต่อเนื่องเพื่อใช้ประโยชน์จากแรงจูงใจต่าง ๆ เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษี และต้นทุนแรงงานที่แข่งขันได้
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากการออกแบบนโยบายเชิงรุก ของรัฐบาลอินเดียที่มีการปรับปรุงและทบทวนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป บทความนี้จึงมุ่งนำเสนอแนวนโยบายการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของอินเดีย เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการที่สนใจการลงทุนในอินเดีย
นโยบาย FDI ของอินเดีย
นโยบาย FDI ของอินเดียอยู่ภายใต้การกำกับหลักของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมและการค้าภายใน (Department for Promotion of Industry and Internal Trade (DPIIT)) และดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมาย Foreign Exchange Management Act (FEMA 1999) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการลงทุน ควบคุมเสถียรภาพทางการเงิน และส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ DPIIT จะกำหนดนโยบายผ่าน Consolidated Policy, Press Notes และ Press Releases ก่อนนำไปบังคับใช้จริงผ่านกฎภายใต้ FEMA โดยกระทรวงการคลัง
ทั้งนี้ รัฐบาลอินเดียมุ่งดึงดูด FDI มากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการปรับปรุงและแก้ไขกฎหมาย ผ่านการลดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ ปรับปรุงกระบวนการ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการทำธุรกิจ หรือที่เรียกว่า Ease of Doing Business อย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการสำคัญ เช่น การลดภาระด้านกฎระเบียบ (Regulatory Compliance Burden: RCB) ช่วยลดข้อกำหนดมากกว่า 42,000 รายการ ภายใต้กฎหมายกว่า 670 ฉบับทั่วประเทศ และผ่านกฎหมาย Jan Vishwas (แก้ไขบทบัญญัติ) ปี 2023 ได้ยกเลิกความผิดทางอาญา 183 รายการในกฎหมายส่วนกลาง 42 ฉบับ จาก 19 กระทรวง/หน่วยงาน
รัฐบาลได้ปฏิรูปครั้งใหญ่ในหลายภาคส่วนเพื่อผ่อนคลายกฎ FDI โดยระหว่างปี 2014–2019 มีการเพิ่มเพดาน FDI ในภาคกลาโหม ประกันภัย และบำนาญ รวมถึงเปิดเสรีในภาคก่อสร้าง การบิน และค้าปลีกแบรนด์เดียว ขณะที่ช่วงปี 2019–2024 มีมาตรการสำคัญ เช่น อนุญาต FDI 100% ภายใต้เส้นทางอัตโนมัติในเหมืองถ่านหิน การผลิตแบบจ้าง และตัวกลางประกันภัย นอกจากนี้นโยบาย FDI ได้รับการผ่อนคลายและทำให้เรียบง่ายมากขึ้นในหลายภาคส่วน เช่น บริการทางการเงิน สื่อกระจายเสียง ยา การบิน พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เหมืองถ่านหิน การผลิตดิจิทัล ฯลฯ และล่าสุดมีการปฏิรูปในภาคกลาโหม ประกันภัย พลังงาน โทรคมนาคม และอวกาศ
เพื่อสร้างระบบกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพทั่วประเทศ และกระตุ้นการแข่งขันระหว่างรัฐในการดึงดูดการลงทุน รัฐบาลได้ดำเนินโครงการต่าง ๆ เช่น การเผยแพร่แผนปฏิบัติการเพื่อปฏิรูปเศรษฐกิจ (Business Reforms Action Plan (BRAP)) 2024 และการอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์ของรัฐ (Logistics Ease Across Different States (LEADS) 2024) เพื่อให้แต่ละรัฐของอินเดียมีโอกาสได้แสดงศักยภาพด้านระบบนิเวศธุรกิจและโลจิสติกส์
ในด้านภาษี ได้มีการแก้ไขกฎหมายภาษีเงินได้ปี 1961 ในปี 2024 เพื่อยกเลิก “ภาษีนักลงทุนแองเจิล (angel tax)” และลดอัตราภาษีของบริษัทต่างชาติ ขณะที่การปฏิรูปภาษี GST ในเดือนกันยายน 2025 เป็นก้าวสำคัญในการปรับโครงสร้างภาษี ลดอัตรา และแก้ไขความซ้ำซ้อน เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการ การจ้างงาน และค่าครองชีพที่เหมาะสม
รัฐบาลอินเดียอินเดียยังเร่งขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศผ่านการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศและกลุ่มเศรษฐกิจสำคัญ เช่น สหภาพยุโรป (EU), สหราชอาณาจักร (UK), นิวซีแลนด์ และโอมาน ซึ่งจะช่วยลดอุปสรรคทางการค้าและเพิ่มโอกาสในการไหลเข้าของ FDI ในระยะยาว โดยปัจจุบันอินเดียมี FTA 15 ฉบับ และ PTA 6 ฉบับ และได้ลงนามความตกลงกับกลุ่ม EFTA ในปี 2024 ซึ่งมีการรับประกันการลงทุนมูลค่า 100,000 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้เกิดการจ้างงานกว่า 1 ล้านตำแหน่งใน 15 ปี ข้อตกลงการค้าเสรีดังกล่าวยังช่วยสนับสนุนและส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศอีกด้วย
รัฐบาลอินเดียได้ออกมาตรการเฉพาะเพื่อดึงดูด FDI ในแต่ละภาคส่วน รวมถึงมาตรการส่งเสริมการลงทุนรายสาขา อาทิ
1. ภาคซอฟต์แวร์ จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) และ Software Technology Parks of India (STPI) เพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน สิทธิประโยชน์ทางภาษี และส่งเสริมการส่งออก รวมถึงโครงการ Make in India และ Digital India
2. ภาคบริการ ส่งเสริมระบบนิเวศสตาร์ทอัพ ยกเลิก angel tax ตั้งแต่ปี 2025–26 และตั้งกองทุน Fund of Funds มูลค่า 10,000 โกฏรูปี
3. ภาคการผลิต เปิดให้ FDI 100% ผ่านเส้นทางอัตโนมัติ และดำเนินโครงการ Production Linked Incentive (PLI) ครอบคลุม 14 ภาคส่วน มูลค่า 1.97 ล้านล้านรูปี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการผลิตและการส่งออก พร้อมทั้งนโยบาย Make in India และมาตรการสนับสนุนอื่น ๆ มาตรการเหล่านี้ช่วยให้ FDI ในภาคการผลิตเพิ่มขึ้น 69% จาก 98 พันล้านดอลลาร์ (2004–2014) เป็น 165 พันล้านดอลลาร์ (2014–2024)
นอกจากนี้ยังมีการให้ความสำคัญกับภาคส่วนที่มีคนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมสูง เช่น การศึกษา ยานยนต์ เทคโนโลยี หัตถกรรม รองเท้า สาธารณสุข อาหาร และสิ่งทอ พร้อมทั้งปรับลดภาษี GST เหลือ 5% สำหรับสินค้าหลายประเภท และปรับอัตราในภาคขนส่งและโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการลงทุนจากภายนอก

นอกจากนี้ รัฐบาลอินเดียยังได้มอบหมายให้ Invest India เป็นหน่วยงานส่งเสริมและอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ความเป็นมืออาชีพ และการตอบสนองต่อความต้องการของนักลงทุน โดยมีบทบาทสำคัญในการให้คำปรึกษานักลงทุน ประสานงานกับหน่วยงานรัฐ และสนับสนุนการจัดตั้งธุรกิจอีกด้วย
ช่องทางการลงทุนในอินเดีย
ช่องทางการลงทุนในอินเดียใช้โมเดลผสม ระหว่างการเปิดเสรี และการควบคุมเชิงยุทธศาสตร์ โดยนัยหนึ่งยังคงดึงดูดการลงทุน แต่ในชณะเดียวกันอินเดียยังคงสามารถรักษาผลประโยชน์ของชาติไว้ได้ด้วย โดยการลงทุน FDI ในอินเดียแบ่งออกเป็น 2 ช่องทางหลัก ได้แก่
1. เส้นทางอัตโนมัติ (Automatic Route) นักลงทุนสามารถลงทุนได้ทันทีโดยไม่ต้องขออนุมัติจากรัฐบาลตามสัดส่วนที่กำหนดในแต่ละอุตสาหกรรม เหมาะกับอุตสาหกรรมทั่วไป เช่น การผลิต เทคโนโลยี และบริการทางการเงิน ซี่งหลายภาคส่วนอนุญาตได้ถึง 100%
2. เส้นทางขออนุมัติ (Government Approval Route) ต้องได้รับอนุมัติจากหน่วยงานรัฐ เช่น รัฐบาล หรือ ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) ใช้ในกรณีการลงทุนในอุตสาหกรรมอ่อนไหว เช่น กลาโหม โทรคมนาคม และสื่อ ทั้งนี้ต้องยื่นผ่านระบบ Foreign Investment Facilitation Portal (FPIP) โดยแนบเอกสาร เช่น เอกสารบริษัท งบการเงิน แผนผังการไหลของเงินลงทุน สรุปโครงการลงทุน โดยระยะเวลาในการพิจารณาโดยทั่วไปอยู่ที่ 8–12 สัปดาห์ แต่ในทางปฏิบัติ อาจใช้เวลา 6–9 เดือน
หนึ่งในจุดเด่นของนโยบาย FDI อินเดีย คือการใช้แนวทาง “Negative List” กล่าวคือ เปิดให้ต่างชาติลงทุนได้เกือบทุกภาคส่วน (สูงสุดถึง 100%) ยกเว้นบางอุตสาหกรรมที่ถูกจำกัดหรือห้าม โดยทั้งนี้พบว่ามากกว่า 90% ของอุตสาหกรรมอยู่ใน “Automatic Route” โดยครอบคลุมทั้งการลงทุนใหม่ (greenfield) และการซื้อกิจการ (brownfield)
อย่างไรก็ตามแม้อินเดียจะเปิดรับ FDI อย่างกว้างขวาง แต่รัฐบาลยังคงควบคุมในบางภาคส่วนที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศ เช่น
- กลาโหม: อนุญาต FDI 74% (มากกว่านั้นต้องขออนุมัติ)
- โทรคมนาคม: อนุญาต 100% แต่ต้องผ่านการตรวจสอบความมั่นคง
- ประกันภัย: เพิ่มเพดานจาก 49% เป็น 74% และมีแผนขยายเป็น 100%
- สื่อสิ่งพิมพ์: จำกัดที่ 26%
- ค้าปลีกหลายแบรนด์: อนุญาตสูงสุด 51%
- ยา (brownfield): เกิน 74% ต้องขออนุมัติ
อนึ่งภาคส่วนที่ห้ามลงทุน (Prohibited sectors) ประกอบไปด้วย ธุรกิจลอตเตอรี่ การผลิตยาสูบและผลิตภัณฑ์ทดแทน การพนัน Chit Funds และ Nidhi Companies ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เชิงเก็งกำไร การผลิตยาสูบ พลังงานนิวเคลียร์ ระบบรถไฟหลัก เพื่อรักษาความมั่นคงและสังคมและปกป้องอธิปไตยทางเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากนี้ ยังมีการกำหนด “Press Note 3” ที่กำหนดให้นักลงทุนจากประเทศที่มีพรมแดนติดอินเดีย เช่น จีน ปากีสถาน หรือบังคลาเทศ ต้องขออนุมัติจากรัฐบาลในทุกกรณี เพื่อป้องกันความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์อีกด้วย
แม้อินเดียจะเปิดกว้างมากขึ้น แต่นักลงทุนยังต้องเผชิญกับความท้าทาย เช่น กฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง ขั้นตอนการอนุมัติที่ซับซ้อน ข้อกำหนดด้านความมั่นคงและข้อมูล (data localization) เพื่อการป้องกันความเสี่ยงของนักลงทุน ดังนั้น นักลงทุนควรใช้แนวทาง “compliance-first” และศึกษากฎหมายอย่างรอบคอบก่อนเข้าลงทุน โดยศึกษากฎ FEMA และข้อกำหนดรายอุตสาหกรรม พิจารณาสิทธิประโยชน์ เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) และ ใช้ที่ปรึกษาที่เข้าใจทั้งระดับประเทศ รัฐ และอุตสาหกรรม
แนวโน้ม FDI ของอินเดีย
นับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา อินเดียได้ดำเนินการเปิดเสรี FDI อย่างต่อเนื่อง จนสามารถดึงดูดเงินลงทุนสะสมจากต่างประเทศได้มากกว่า 1.14 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังคงเติบโตต่อเนื่อง ซี่ง FDI มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอินเดีย ทั้งในด้านเงินทุน เทคโนโลยี และการจ้างงาน โดยในปีงบประมาณ 2024–25 อินเดียมี FDI สูงถึง 80.62 พันล้านดอลลาร์ และในครึ่งแรกของปี 2025–26 อยู่ที่ 50.36 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 16% นับเป็นสถิติที่สูงสุดของประเทศ
อนึ่ง อินเดียได้รับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศจาก 170 ประเทศ มีประเทศผู้ลงทุนหลักได้แก่ สิงคโปร์ (25%) มอริเชียส (24%) สหรัฐฯ (10%) เนเธอร์แลนด์ (7%) และ ญี่ปุ่น (6%) โดยการลงทุนเกิดขึ้นใน 63 สาขา โดยภาคส่วนที่ได้รับ FDI สูงสุดได้แก่ บริการ (16%) ซอฟต์แวร์/ฮาร์ดแวร์ (16%) การค้า (7%) โทรคมนาคม (5%) และ ยานยนต์ (5%) นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมดาวรุ่ง (FDI Drivers) ในภาคส่วนสำคัญอาทิ Semiconductor AI / Data Center Fintech Renewable Energy Logistics & Green Warehousing และ Healthcare & Life Sciences อนึ่งรัฐที่ได้รับ FDI สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มหาราษฏระ (31%) กรรณาฏกะ (21%) คุชราต (15%) เดลี (13%) และ ทมิฬนาฑู (6%) ตามลำดับ
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อินเดียได้แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่โดดเด่นในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ดังจะเห็นได้จากอินเดียมีความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญในด้านนวัตกรรม โดยขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 38 ของดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index 2025) จากอันดับที่ 81 ในปี 2015 สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยี ระบบนิเวศนวัตกรรม และศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ
ในด้านตลาดการเงิน อินเดียยังคงเป็นจุดหมายสำคัญของนักลงทุนในตลาดทุน ทั้งในส่วนของตลาดหุ้นและตราสารหนี้ โดยมีสภาพคล่องสูงและมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในภาคเทคโนโลยี อินเดียมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เช่น ความร่วมมือระหว่าง Bharti Airtel และ Google ที่สะท้อนถึงการเชื่อมโยงระหว่างบริษัทท้องถิ่นและบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก
นอกจากนี้ อินเดียกำลังกลายเป็นฐานการผลิตใหม่ของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของโลก รวมถึงมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น Data Center และระบบ AI ที่มีอัตราการเติบโตสูง ในขณะที่ด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน อินเดียยังคงดึงดูด FDI ได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในโครงการพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม รวมถึงโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว
จากการปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ ทำให้อินเดียยังคงเป็นหนึ่งใน “ตลาด FDI ดาวเด่นของโลก” และมีศักยภาพก้าวสู่การเป็น “ศูนย์กลางการลงทุนระดับโลก” ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการลงทุนในอินเดียไม่ได้ขึ้นอยู่กับโอกาสเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถของนักลงทุนในการ “เข้าใจกติกาใหม่” และปรับตัวให้สอดคล้องกับนโยบายที่ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยณัฐ สร้อยคำ
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
และสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี
อ่านเพิ่มเติมได้ที่
1. https://www.pib.gov.in/PressReleasePage.aspx?PRID=2197654®=3&lang=1
2. https://www.whitecase.com/insight-our-thinking/foreign-direct-investment-reviews-2025-india
3. https://www.setindiabiz.com/foreign-direct-investment-india
4. https://www.ibef.org/economy/foreign-direct-investment
5. https://www.dpiit.gov.in/static/uploads/2025/07/bdcb2c6eda1dbc1f7c29981e4c3fd428.pdf
6. https://knmindia.com/indias-new-fdi-rules-how-foreign-companies-should-rethink-their-india-entry-strategy-in-2025/