วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางระลอกล่าสุดปะทุขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นำไปสู่การเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่านอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลกระทบถึงการสัญจรของเรือบรรทุกสินค้าและน้ำมันที่ช่องแคบฮอร์มุซ และแผ่ขยายจนกลายเป็นปัญหาการขาดแคลนพลังงานในหลาย ๆ ประเทศ รวมถึงอินเดีย
จากข้อมูลและแถลงการณ์ของรัฐบาลอินเดีย ธนาคารกลางอินเดีย นักวิชาการ และสื่อมวลชนอินเดีย สามารถสรุปผลกระทบและแนวทางการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลอินเดียได้ ดังนี้
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจอินเดีย
GDP และอัตราเงินเฟ้อ
ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) คาดการณ์ว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อตลอดปีงบประมาณ ค.ศ. 2027 (1 เม.ย. 2569-31 มี.ค. 2570) การเติบโตของ GDP อาจลดลงร้อยละ 1 กล่าวคือ เหลือเพียงร้อยละ 6.9 หรือต่ำกว่า นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นอาจทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อจากการนำเข้าและขยายการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด คาดว่าอัตราเงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 1.5
เสถียรภาพทางการเงิน
เงินรูปีอ่อนค่าลงเป็นสถิติต่ำสุดครั้งใหม่ โดยลดลงเกือบร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในรอบปีที่ผ่านมา และหากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ อาจส่งผลให้ค่าเงินรูปีร่วงลงไปต่ำกว่า 110 รูปีต่อดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ตลาดหุ้นอินเดียยังปรับตัวลดลงประมาณร้อยละ 12 เนื่องจากการไหลออกของเงินทุนต่างประเทศ
พลังงาน
อินเดียเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก และมีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานต่าง ๆ จากตะวันออกกลาง ประกอบด้วย น้ำมันดิบ ร้อยละ 54 / ก๊าซหุงต้ม (LPG) ร้อยละ 85-90 / ก๊าซธรรมชาติ (LNG) ร้อยละ 50-60 ของการนำเข้าพลังงานทั้งหมด ดังนั้น ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง และสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อจากการนำเข้าพลังงาน และส่งผลต่อโรงไฟฟ้าและอุตสาหกรรมในอินเดีย นอกจากนี้ ปัจจุบันอินเดียมีผู้ใช้ก๊าซหุงต้มกว่า 300 ล้านครัวเรือน ภาวะการขาดแคลนพลังงานส่วนนี้จึงส่งผลต่อเสถียรภาพทางสังคมของอินเดียเป็นอย่างมาก
ภาคเกษตรกรรม
อินเดียซึ่งเป็นผู้นำเข้าปุ๋ยรายใหญ่อันดับสองของโลกรองจากจีน และพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยและวัตถุดิบจากภูมิภาคดังกล่าว ร้อยละ 25 ของการนำเข้าทั้งหมด โดยเฉพาะปุ๋ยไนโตรเจน ยูเรีย และแอมโมเนีย ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้การขนส่งหยุดชะงักและมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยได้จำกัดปริมาณอุปทานและทำให้ค่าขนส่งให้สูงขึ้น
ราคาปุ๋ยที่สูงขึ้นส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการเพาะปลูกของเกษตรกรอินเดียโดยเฉพาะข้าว มีการคาดการณ์ว่าเกษตรกรอาจต้องปรับตัวด้วยการลดปริมาณการใช้ปุ๋ย ซึ่งส่งผลให้ประสิทธิภาพการผลิตลดลง ราคาอาหารในประเทศจะสูงขึ้นและกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารในอนาคต
ภาคอุตสาหกรรม
อุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้นได้รับผลกระทบโดยตรงทั้งในแง่ต้นทุนและอุปสงค์ที่ลดลง เช่น สิ่งทอ เคมีภัณฑ์ ปุ๋ย ซีเมนต์ สี และยางรถยนต์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้แรงงานสูง อาจสุ่มเสี่ยง ที่จะต้องลดกำลังการผลิตหรือเลิกจ้างงาน
แรงงานอินเดียในตะวันออกกลาง
คาดการณ์ว่ามีแรงงานอินเดียกว่า 10 ล้านคนทำงานในภูมิภาคดังกล่าว ดังนั้น ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนอกจากจะส่งผลต่อความปลอดภัยของแรงงานแล้ว ยังกระทบต่อรายได้ของแรงงานที่โอนกลับประเทศ (remittances) ซึ่งถือเป็นแหล่งรายได้เงินตราต่างประเทศที่สำคัญของอินเดีย
แนวทางการบรรเทาผลกระทบ รัฐบาลอินเดียได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกในหลายด้านเพื่อบรรเทาผลกระทบ ดังนี้
มาตรการทางเศรษฐกิจ
รัฐบาลอินเดียประกาศจัดตั้งคณะทำงานพิเศษชุดใหม่ขึ้นอีก 7 ชุด เพื่อแก้ไขปัญหาในประเด็นสำคัญต่าง ๆ อย่างเป็นบูรณาการและรวดเร็ว อาทิ ห่วงโซ่อุปทาน น้ำมันเบนซินและดีเซล ปุ๋ย ก๊าซธรรมชาติ และภาวะเงินเฟ้อ อีกทั้งยังจัดตั้ง Economic Stabilization Fund มูลค่าประมาณ 6.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเป็น "shock absorber" ทางการคลังเพื่อรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
พร้อมกันนี้ เผื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย รัฐบาลได้ประกาศขยายวงเงินสินเชื่อที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันสำหรับธุรกิจ MSME จาก 1 ล้านรูปี เป็น 2 ล้านรูปี เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและการเข้าถึงแหล่งทุน และธนาคารกลางอินเดียก็เข้าแทรกแซงเพื่อชะลอการอ่อนค่าของเงินรูปีและคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 5.25 เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
การจัดการพลังงาน
รัฐบาลอินเดียกระจายแหล่งการนำเข้าพลังงานจากเดิม 27 ประเทศ เป็น 41 ประเทศ ตลอด 11 ปีที่ผ่านมา และมีคลังสำรองน้ำมันดิบสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน และสำรองปิโตรเลียมมากกว่า 5.3 ล้านเมตริกตัน และมุ่งขยายให้เกิน 6.5 ล้านเมตริกตัน
การใช้ก๊าซหุงต้ม (LPG)
ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าและเชื้อเพลิงทางเลือก เช่น ก๊าซ PNG เพื่อลดการพึ่งพา LPG รวมถึงแนะนำให้ประชาชนสั่งซื้อ LPG ผ่านแพลตฟอร์มการจองออนไลน์แทนการซื้อผ่านตัวแทนจำหน่ายเพื่อหลีกเลี่ยงและลดการกักตุนสินค้า ส่วนการใช้ LPG เชิงพาณิชย์ ก็ให้ความสำคัญกับการจัดหา LPG ให้แก่โรงพยาบาลและสถาบันการศึกษาเป็นลำดับแรก รวมถึงอุตสาหกรรมยา เหล็ก ยานยนต์ เมล็ดพันธุ์ เกษตรกรรม
นอกจากนี้ ยังเพิ่มกำลังการผลิตของโรงกลั่น สั่งการให้จัดส่งถ่านหินเพิ่มเติมให้แก่รัฐต่าง ๆ เพื่อแจกจ่ายให้กับ MSME และเร่งการขยายท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทั่วประเทศ อีกทั้งยังปรับลดภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันเบนซินและดีเซลเพื่อปกป้องผู้บริโภคจากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น รวมถึงปรับเพิ่มอัตราภาษีส่งออกสำหรับน้ำมันดีเซลและน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน (ATF) เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีน้ำมันดังกล่าวเพียงพอสำหรับการจำหน่ายภายในประเทศ
อย่างไรก็ดี นักวิชาการบางรายวิเคราะห์ว่า การจัดตั้ง Economic Stabilization Fund และมาตรการอุดหนุนราคาอาหารและปุ๋ยของรัฐบาลอินเดียเป็นเพียงการรับมือวิกฤติการขาดแคลนพลังงานในระยะสั้นและไม่ยั่งยืน เนื่อจากมีความเป็นไปได้ที่จะต้องตัดลดงบประมาณนส่วนอื่น เช่น โครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน มาสนับสนุนกองทุนดังกล่าว ส่วนค่าเงินรูปีที่อ่อนค่าลงนั้น อาจช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกของอินเดียได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ช่องทางการค้าก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เนื่องจากตะวันออกกลางเป็นตลาดส่งออกสำคัญสำหรับสินค้าเกษตรของอินเดีย เช่น ข้าว น้ำตาล และชา การเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ เบี้ยประกันที่สูงขึ้น และความล่าช้าของเรือส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและความสามารถในการแข่งขันของอินเดีย ในขณะที่การนำเข้าปุ๋ยและพลังงานก็ล่าช้าและมีต้นทุนสูงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้สร้างแรงกดดันสองทางต่อระบบเกษตรกรรมของอินเดีย
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี
17 เมษายน 2569