สภาวะการขาดแคลนไฟฟ้าในรัฐทมิฐนาฑูตกเป็นข่าวใหญ่ของประเทศอินเดียในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยในช่วงหน้าร้อน รัฐทมิฐนาฑูได้ขาดแคลนกำลังกระแสไฟฟ้าสูงถึง 4,000 เมกกะวัตต์ (MW) ส่งผลให้ภายในเขตเมืองเจนไน เมืองหลวงของรัฐจำต้องหยุดการจ่ายกระแสไฟฟ้า 2 ชั่วโมงทุกวัน สลับเวลาตามเขตต่างๆในเมือง ขณะที่ในเมืองอื่นๆสถานการณ์ยิ่งแย่กว่า กล่าวคือ ในบางเมืองรัฐหยุดจ่ายกระแสไฟฟ้า 8-12 ชั่วโมง แล้วแต่ความสำคัญของเมืองนั้น
ทั้งนี้ การขาดแคลนไฟฟ้าดังกล่าวเกิดจาก การเพิ่มขึ้นของการบริโภคไฟฟ้าของรัฐสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการเติบโตและขยายตัวของการลงทุนอย่างรวดเร็ว และถึงแม้ว่ารัฐทมิฐนาฑู ได้ลงนามขอซื้อไฟฟ้า 500 MW จากรัฐคุชราต และพยายามซื้อไฟฟ้าจากรัฐอื่นๆอีก 1,100 MW แต่ด้วยปัญหาด้านการส่งกระแสไฟฟ้า จึงยังไม่อาจแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ในเร็ววัน

ปัจจุบัน รัฐทมิฐนาฑูได้รับการลงทุนจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นสาขาอุตสาหกรรม รถยนต์ IT อุตสาหกรรมการผลิตต่างๆ โลจิสติกส์ และโรงแรม ส่งผลให้ความต้องการไฟฟ้าของรัฐสูงขึ้นเป็น 11,000 MW ในขณะที่กำลังการผลิตไฟฟ้าของรัฐปัจจุบันอยู่ที่ 7,622 MW อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของการหยุดส่งกระแสไฟฟ้าวันละ 2 ชั่วโมงในเมืองเจนไน ภาคอุตสาหกรรมจึงต่างต้องพึ่งพาเครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่ ซึ่งใช้น้ำมันดีเซล และด้วยเหตุที่ราคาน้ำมันดีเซลมีราคาเพิ่มสูงขึ้นตามกลไกราคาตลาดโลก จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่บริษัทต่างๆต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
จากสถิติเปรียบเทียบการผลิตไฟฟ้าเพิ่มของรัฐทมิฬนาฑูในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คือระหว่างปี 2544-53 รัฐทมิฐนาฑูผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นได้เพียง 483 MW เท่านั้น (ในช่วงเดียวกันรัฐข้างเคียง เช่น รัฐกรณาฏกะและรัฐอานธรประเทศกลับผลิตได้เพิ่มขึ้นกว่า 2000 MW) โดยการส่งเสริมพลังงานทดแทนรูปแบบอื่น อาทิพลังงานลมมาใช้ผลิตไฟฟ้าไม่ประสบความสำเร็จตามที่คาดหวัง อย่างไรก็ตาม รัฐทมิฐนาฑูได้มีโครงการสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานความร้อน (เช่น ถ่านหิน) ในช่วงปี 2550-52 ที่เมืองเจนไนตอนเหนือ เมือง Mettur, Vallur, Truticorin และ Udangudi ซึ่งตามปกติต้องสามารถเปิดดำเนินการได้แล้ว แต่ด้วยเหตุของความล่าช้าในการดำเนินการที่เกิดจาก ปัญหาการจัดหาที่ดินที่เหมาะสม การพิจารณาตรวจสอบด้านมลภาวะ และการที่บริษัท Bharat Heavy Electricals Limited ต้องจัดหา Boilers อันเป็นอุปกรณ์เพื่อผลิตไฟฟ้า ที่แต่ละรัฐสั่งหม้อต้มดังกล่าวแต่บริษัทไม่สามารถผลิตได้ทันตามความต้องการ ทำให้โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนของรัฐทมิฐนาฑูใช้เวลาดำเนินการถึงกว่า 60 เดือนจึงจะเริ่มผลิตไฟฟ้าได้ จากปกติที่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 36 เดือน
คาดว่าภายในเดือน พ.ย. 2555 นี้ โครงการที่ลงทุนในการสร้างโรงงานไฟฟ้าบางส่วนจะเริ่มใช้งานได้ ซึ่งจะช่วยลดการขาดแคลนไฟฟ้าจำนวน 4,000 MW ที่รัฐกำลังประสบอยู่ และจะได้รับการแก้ไขให้หมดสิ้นภายในปี 2556 โดยโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ Vallur และ Mettur จะสามารถผลิตไฟฟ้า 500 MW และ 600 MW ตามลำดับ ในขณะที่โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ Kudankulam จะเริ่มผลิตไฟฟ้าได้ที่ 462 MW จากเตาปฏิกรณ์ปรมาณูเตาแรก โดยเตาที่สองจะเริ่มผลิตไฟฟ้าได้ในปี 2556 หากการเจรจากับผู้ประท้วงกลุ่ม NGO และชาวบ้านในท้องถิ่น ที่เกรงภัยจากเหตุการณ์อย่างกรณีที่เมือง Fukushima ของญี่ปุ่น เป็นไปได้ด้วยดี
สถานการณ์การขาดแคลนไฟฟ้าของรัฐทมิฐนาฑู ยังคงต้องได้รับการจับตามองต่อไปว่าจะมีแนวโน้มไปในทางทิศทางไหน การตัดสินใจลงทุนในช่วงเวลานี้ในรัฐทมิฐนาฑู ยังมีความเสี่ยงและความไม่พร้อมด้านพลังงานอยู่อีกมาก
ข้อมูลและข้อสังเกตเพิ่มเติม
1. การไฟฟ้าของรัฐ(Tamil Nadu Electricity Board: TNEB) ประสบภาวะขาดทุนสะสม จากผลประกอบการขาดทุนที่รัฐไม่อนุญาตการปรับราคาค่าไฟฟ้าให้สูงขึ้น ในขณะที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้ากลับเพิ่มสูงขึ้นตลอดเวลาที่ผ่านมา ทำให้บริษัทการไฟฟ้าของรัฐขาดสภาพคล่องไม่สามารถระดมเงินเพื่อสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้น จนในปี 2551 ต้องมีการปรับแปรรูปการไฟฟ้าของรัฐแตกออกเป็น 2 บริษัทคือ TANTRANSCO (Tamil Nadu Transmission Corporation Ltd.) และ TANGEDCO (Tanil Nadu Generation and Distribution Corporation Ltd.) ให้สามารถดำเนินการให้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งในประเด็นนี้ต้องคอยจับตาผลของการบริหารจัดการในรูปแบบใหม่ต่อไป
2. แม้ว่าจะเกิดปัญหาด้านการขาดแคลนกระแสไฟฟ้าดังกล่าว แต่การลงทุนในรัฐทมิฐนาฑูก็ไม่ได้หยุดนิ่ง ซึ่งเป็นความยืนยันความมั่นใจของนักลงทุนที่มีต่อรัฐทมิฬนาฑู โดยเฉพาะนักลงทุนเกาหลีใต้และญี่ปุ่นได้เพิ่มมูลค่าการลงทุนในรัฐทมิฬนาฑูอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2555 นางสาว J. Jayalalithaa มุขมนตรี (Chief Minister) รัฐทมิฬนาฑู ได้เป็นประธานในพิธีในการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) โครงการการลงทุนรวม 12 โครงการกับบริษัทต่างๆ จากทั่วโลก มูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 209,250 ล้านรูปี หรือประมาณ 117,118 ล้านบาท ประกอบด้วย Hyundai Motors, Nokia, Saint Gobain, และบริษัทสำคัญอื่นๆ ได้แก่ Sanmina-SCI, Indo Rama, TVS, Danfoss, BGR Energy Group &Hitachi, Murugappa Group, Alticor Inc., และ PPG & Harsh Group ซึ่งก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2555 รัฐทมิฬนาฑูได้เคยลงนามใน MOU กับบริษัทต่างๆ มาแล้ว 5 โครงการ ได้แก่ Daimler India Commercial Vehicles Private Limited, India Yamaha Motor Limited, Ashok Leyland-Nissan Motor Company Ltd., India Yamaha Motor Ltd. และ Phillips Carbon Black Ltd. โดยมูลค่าการลงทุนในครั้งนั้นมีจำนวน 57,000 ล้านรูปี หรือประมาณ 31,903 ล้านบาท
3. นางสาว Jayalalithaa ปรารถนาแน่วแน่ในการผลักดันให้รัฐทมิฬนาฑูกลับมาครองอันดับ 1 ให้ได้อีกครั้ง (รัฐทมิฬนาฑูเคยเป็นรัฐที่น่าลงทุนมากที่สุด ในช่วงปี 2544 และ 2549 จากผลการสำรวจของ Centre for Monitoring Indian Economy) โดยริเริ่ม “Tamil Nadu Vision 2023” ที่จะทำให้ GDP ของรัฐเติบโตในอัตรา 11% หรือมากกว่านั้นในทุกๆ ปี โดยมีรายละเอียดที่จะทำให้รัฐทมิฬนาฑู มีโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคในระดับโลก โดยภายใน 11 ปีข้างหน้าจะมีโครงการลงทุนปรับปรุงสาธารณูปโภคจำนวน 150 ล้านล้านรูปี หรือประมาณ 84 ล้านล้านบาท โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซึ่งโครงการที่ต้องดำเนินการรวมถึงการสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้า การพัฒนาถนน การเพิ่มการจ่ายน้ำประปาให้มากขึ้น การพัฒนาท่าเรือ การยกระดับด้านสาธารณสุข และการศึกษา เป็นต้น โดยโครงการต่างๆ เหล่านี้จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน และการเพิ่มศักยภาพในด้านการแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนในสาขาอุตสาหกรรมการผลิตของรัฐฯ ให้แข็งแกร่ง
ธัชไท ถมังรักษ์สัตว์
รายงานจากเมืองเจนไน
12 พฤศจิกายน 2555
เรียบเรียงโดย ธนวัฒน์ ไทยแก้ว