
พัฒนาการระบบการเกษตรของอินเดียเป็นเรื่องน่าสนใจ ตั้งแต่ช่วงการได้รับเอกราชจากอังกฤษจนถึงปัจจุบันที่อินเดียสามารถก้าวขึ้นสู่การเป็นประเทศส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่ของโลก และสามารถพัฒนาระบบการเกษตรของประเทศอย่างยั่งยืน จนนำไปสู่การผลิตอาหารเพียงพอสำหรับเลี้ยงประชากร 1.2 พันล้านคน Thaiindia.net ขอนำเสนอรายงานเรื่องพัฒนาการของระบบการเกษตรอินเดียเพื่อให้ผู้ประกอบการในภาคธุรกิจเหล่านี้ใช้ประโยชน์ รวมถึงผู้สนใจทั่วไปได้ศึกษาแบบรู้ไว้ใช่ว่า
ข้อมูลเบื้องต้นด้านการเกษตรของอินเดียในปัจจุบัน
- มีจำนวนพื้นที่เหมาะสมแก่การกสิกรรมจำนวน 184 ล้านเฮกตาร์
- สามารถผลิตผลิตภัณฑ์นมได้ปีละ 90 ล้านตัน (มากที่สุดในโลก)
- สามารถผลิตผัก และผลไม้ปีละ 150 ล้านตัน (อันดับสองของโลก)
- มีจำนวนปศุสัตว์ 485 ล้านตัว (มากที่สุดในโลก)
- สามารถผลิตธัญญาหารได้ถึงปีละ 204 ล้านตัน (อันดับสามของโลก)
- มีผลิตผลด้านประมง (ปลา) 6.3 ล้านตัน (อันดับสามของโลก)
- เลี้ยงสัตว์ปีกเพื่อการบริโภคได้ปีละ 489 ล้านตัว และผลิตไข่ได้ 42,200 ล้านฟองต่อปี
ภูมิหลังระบบการเกษตรของอินเดีย
การเกษตรช่วงภายใต้การปกครองอังกฤษ
เช่นเดียวกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ทั่วไป อินเดียจัดเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาสาขาด้านการเกษตรใน การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม สาขาการเกษตร และแรงงานที่เกี่ยวข้องกับการการเกษตรมีสัดส่วนที่สูงต่อ GDP ของประเทศ ทั้งนี้ ในช่วงที่อินเดียยังอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ การเกษตรของอินเดียมุ่งเน้นพืชการเกษตรหลักไม่กี่ชนิด ได้แก่ ชา กาแฟ ยางพารา เป็นต้น โดยละเลยพืชอื่นๆ ที่ปลูกไว้เพื่อเป็นอาหาร
การพัฒนาระบบเกษตรของอินเดียในช่วงได้รับเอกราช
ภายหลังอินเดียได้รับเอกราช ในช่วงนั้น อินเดียจำเป็นต้องนำเข้าธัญญาหารจากต่างประเทศ เนื่องจากระบบการเกษตรยังล้าสมัย ผลผลิตน้อย โดยช่วงดังกล่าว สัดส่วนของสาขาการเกษตรอยู่ในระดับเพียง 55 เปอร์เซ็นต์ ของ GDP ของประเทศ โดยประชากร 70 เปอร์เซ็นต์ ของประเทศ ต้องพึ่งพาภาคการเกษตรเพื่อการยังชีพ
ในช่วงดังกล่าว นอกจากการที่อินเดียประสบปัญหาด้านผลผลิตการเกษตรตกต่ำแล้ว ยังมีปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาการเกษตรของประเทศ ได้แก่ เทคโนโลยีการเกษตรยังคงเป็นแบบดั้งเดิมที่ล้าสมัย สภาพโครงสร้างพื้นฐานในเขตชนบท เช่น ถนน ไฟฟ้า น้ำ ฯลฯ ล้าหลัง ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้เป็นเรื่องที่ท้าทายที่รัฐบาลอินเดียต้องเร่งแก้ไข ทำให้ต่อมารัฐบาลอินเดียได้บรรจุนโยบายให้เป็นวาระแห่งชาติในการทำให้สามารถผลิตอาหารเพียงพอเพื่อเลี้ยงประชากร (self-sufficiency) ทั้งประเทศ
แผนพัฒนาแห่งชาติ
ในแผนพัฒนาแห่งชาติ 5 ปี ได้ให้ความสำคัญในการจัดสรรงบประมาณให้ภาคการเกษตร การพัฒนา
ระบบการชลประทาน และการสร้างโรงผลิตไฟฟ้า สำหรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงแผน 5 ปีในช่วงที่สอง ได้มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนจากภาคเกษตรที่พึ่งพาแรงงานจำนวนมาก (labor–intensive agriculture) และการเกษตรรายย่อยๆ มาเป็นอุตสาหกรรมการเกษตรขนาดใหญ่ที่ใช้เงินทุนมากขึ้น
โดยตั้งแต่ปี ค.ศ.1960 การพัฒนาการเกษตรของอินเดียก้าวเข้าสู่จุดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ในยุคนั้นเรียกว่า “Green Revolution” (ระหว่างปี 1964–1965) การปฏิรูประบบเกษตรตามนโยบายดังกล่าวได้ส่งผลให้ภาคการเกษตรของอินเดียมีผลผลิตด้านธัญญาหารเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากจำนวนผลผลิต 83.4 ล้านตัน เพิ่มขึ้นมาเป็น 104.4 ล้านตัน ในระหว่างปี 1971–1972 มีผลทำให้อินเดียซึ่งครั้งหนึ่งที่เคยประสบปัญหาอดอยากหิวโหยของประชาชน โดยต้องนำเข้าธัญญาหารจากต่างประเทศ กลับพลิกฟื้นกลายมาเป็นประเทศที่สามารถผลิตโภคภัณฑ์ธัญญาหารที่มีความหลากหลาย เช่น ข้าว ข้าวสาลี พืชตะกูลถั่ว ผลไม้ และผักต่างๆ เป็นต้น ทำให้อินเดียมีอาหารหลักสำคัญเพียงพอสำหรับเลี้ยงพลเมืองตนเอง ทั้งนี้ ปัญหาการขาดแคลนอาหารได้เป็นกลายเป็นอดีตไปแล้ว ส่วนปัญหาความอดอยากหิวโหยของประชากรกลับเกิดจากสาเหตุของความเหลื่อมล้ำในด้านรายได้จากการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรม ไม่ใช่เกิดจากปัญหาของการขาดแคลนอาหารแต่อย่างใดอีกต่อไป
ปัญหาการพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืนของอินเดีย คือการตอบสนองการเพิ่มผลผลิตด้านอาหารให้เพียงพอต่ออัตราการเพิ่มจำนวนของประชากร การที่ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น จำเป็นต้องเพิ่มผลผลิตด้านธัญญาหาร แต่ก็มีข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรค ได้แก่การเพิ่มขึ้นของผลผลิตการเกษตรในรัฐต่างๆ ของอินเดียชะลอตัวลง รวมถึงความพยายามที่จะเพิ่มพื้นที่การเพาะปลูก และการขยายระบบการชลประทานยังไม่มีประสิทธิภาพ นอกจากนั้น ยังมีปัญหาด้านสภาวะสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย สุขอนามัยของอาหารที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเติบโตของภาคเกษตรอย่างยั่งยืนของอินเดีย
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจการเกษตรของอินเดีย
เศรษฐกิจของอินเดียได้มีพัฒนาการเปลี่ยนจากสังคมด้านเกษตรมาสู่สังคมทางเศรษฐกิจแห่งองค์ความรู้ด้านในสาขาการบริการ และอุตสาหกรรมมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม สาขาการเกษตรยังมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม กล่าวคือ ประชาชนอินเดียครึ่งหนึ่งยังยึดอาชีพกสิกรรม และดำเนินกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรเป็นหลัก โดยแรงงานในภาคเกษตรร้อยละ 63 กระจัดกระจายอยู่ในเขตชนบท แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาสัดส่วน GDP ของภาคการเกษตรกลับมีอัตราลดต่ำลง แต่ในขณะที่สาขาอื่นๆ โดยเฉพาะสาขาภาคบริการกลับมีอัตราการเติบโตต่อ GDP ที่เพิ่มสูงขึ้น (ช่วงปี 1970 – 1971 สาขาการเกษตรมีสัดส่วนต่อ GDP 44% และลดลงมาเป็น 31.4% และ 13.9% ในระหว่างปี 1990 -1991 และ ปี 2010 – 2011 ตามลำดับ)
แม้สัดส่วน GDP ของภาคการเกษตรลดลงในรัฐต่างๆ ส่วนมากของอินเดีย แต่ภาคการเกษตรยังเป็นสาขาที่สำคัญต่อ Gross State Domestic Product (GSDP) ในหลายรัฐ ในระหว่างช่วงปี 2010 – 2011 กล่าวคือรัฐปัญจาบ (24%) มัธยมประเทศ (22.3%) อุตรประเทศ อัสสัม (19.8%) และพิหาร (19%) ในทางกลับกันในรัฐอื่นๆ อย่าง มหาราษฏระ (6.5%) ทมิฬนาฑู (7.4%) อุตรขัณฑ์( 8.9%) และเกรละ (9.9%) สัดส่วน GSDP ของภาคเกษตรกลับลดน้อยถอยลง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าภาคการเกษตรได้ลดบทบาทความสำคัญลงในรัฐเหล่านี้โดยสิ้นเชิง ทั้งนี้ เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ในเขตชนบทของรัฐเหล่านี้ ยังคงพึ่งพาการเกษตร ในแง่ของการทำงาน และการดำรงชีพ
ปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพัฒนาการด้านการเกษตร และเศรษฐกิจของอินเดีย ได้แก่ รายได้ในด้านการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนเพิ่มสูงขึ้น การขยายตัวของเขตเมือง การย้ายถิ่นฐาน และการเปลี่ยนแปลงวิถีชิวิตสมัยใหม่ (lifestyles) การเข้าถึงแหล่งอาหารที่เพิ่มมากขึ้น ตามด้วยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภค ปัจจัยต่างๆ จากการที่ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น พฤติกรรม และรสนิยมในการบริโภคเปลี่ยนแปลงไป โดยมีความต้องการบริโภคผลิตภัณฑ์อาหารที่มีคุณภาพ และความปลอดภัยต่อสุขอนามัยมากยิ่งขึ้น เช่น ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ อาหารสำเร็จรูป (ready to eat/cook foods) เครื่องดื่ม และลดการบริโภคในอาหารหลักต่างๆ ลง ล้วนมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพัฒนาการด้านการเกษตร และเศรษฐกิจของอินเดียอย่างขนานใหญ่
มูลค่าของของสินค้าเกษตรกลับมีความหลากหลายมากขึ้นไม่จำกัดเฉพาะแต่พืชหลักดั้งเดิม เช่น ข้าว ข้าวสาลี แต่ได้พัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์การเกษตรในเชิงพาณิชย์ และผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ที่มีมูลค่ามากขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคดังกล่าว มีผลทำให้เกษตรกรพยายามปรับตัวเพื่อปรับปรุงคุณภาพผลผลิตในการตอบสนองกระแสการเปลี่ยนแปลงของกลไกตลาด
ในยุคช่วงก่อนการปรับโครงสร้างการเกษตรของประเทศ แม้สัดส่วนของการส่งออกผลิตผลด้านการเกษตรของยอดรวมการส่งออกทั้งหมดของอินเดีย (Total national export) จะลดน้อยลงก็ตาม แต่สัดส่วนของมูลค่าเพิ่มของสินค้าเกษตร (high-value agriculture) ของยอดการส่งออกของภาคเกษตรกลับมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ โดยภาพรวม ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อินเดียได้เปรียบดุลการค้าในหมวดของผลิตภัณฑ์เกษตร และอาหาร โดยในช่วงปี 2009 – 2010 มีมูลค่าจำนวน 427,000 ล้านรูปี เพิ่มขึ้น 279% จากช่วงปี 2003 – 2004
ระบบการตลาดในประเทศกำลังพัฒนา และอินเดียได้เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลกาภิวัฒน์ และการค้าโลกที่เสรีมากขึ้น ดังเช่นการเกิดขึ้นของ ห้างสรรพสินค้าที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นผู้ผูกขาดสำคัญในการควบคุมกลไกการเข้าถึงตลาด จากกระแสการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก่อให้เกิดความท้าทาย และโอกาสสำหรับผู้ผลิตรายย่อย โดยในอินเดียกลุ่มนี้มีสัดส่วน 83 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ผลิตสินค้าเกษตรทั่วประเทศ แม้กระนั้นก็ตามผู้ผลิตสินค้าเกษตรรายย่อยส่วนมากกลับประสบปัญหาในการปรับตัว ด้วยขาดความสามารถในการเข้าถึงตลาด การขาดการสนับสนุนด้านสินเชื่อจากสถาบันการเงิน จึงต่างต้องเผชิญความยากลำบากในการปรับตัวต่อกระแสความเปลี่ยนแปลงของกลไกตลาดทั้งภายใน และภายนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้านการปรับปรุงคุณภาพสินค้า การเพิ่มผลผลิต และกำหนดราคา ดังนั้น ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์เต็มที่จากกระแสความเปลี่ยนแปลงของกลไกตลาด ได้แก่ผู้ประกอบการที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มสำหรับตลาดการเกษตรสมัยใหม่ จึงเป็นผู้ค้าสินค้าเกษตรหลักสำคัญในปัจจุบันที่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยี แหล่งเงินทุนสนับสนุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ดี กระแสความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก็ได้สร้างโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการค้าสินค้าเกษตรรายย่อยบ้างเช่นกัน หากพวกเขาเหล่านั้นสามารถบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ในด้านการเพิ่มผลผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าเกษตรในเชิงพาณิชย์ และการใช้ความได้เปรียบจากแรงงานในภาคเกษตรจำนวนมากในระบบครอบครัว โดยทำให้เป็นระบบครบวงจร
ประเด็นที่ท้าทายในอนาคตในการพัฒนาการเกษตรของอินเดีย
การเพิ่มขึ้นของผลผลิตการเกษตรมีส่วนสำคัญเกิดจากการเปลี่ยนแปลงการใช้เทคโนโลยีทันสมัย เช่น การปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ การจัดระบบชลประทานที่ดี การใช้ปุ๋ยที่มีคุณภาพ และยากำจัดศัตรูพืช เป็นต้น นโยบายด้านการเกษตรของอินเดียมีเป้าหมายในการสร้างความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ (Food security) มีการคิดค้น หรือนำเข้าเทคโนโลยีด้านการเกษตรจากต่างประเทศนำมาใช้ในแผนการเพิ่มผลการผลิตต่อพื้นที่การเพาะปลูกของพืชผลในแต่ละชนิด (High Yielding Varieties) เช่น พันธุ์ข้าวสาลีจากเม็กซิโกที่ทนต่อสภาพอากาศ ได้นำมาปลูกในสภาพภูมิอากาศของภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ในรัฐปัญจาบ อุตตรประเทศ เป็นต้น และประสบความสำเร็จในการเพาะปลูก
ภายหลังที่อินเดียได้ปรับโครงสร้างด้านเศรษฐกิจให้เสรีมากขึ้น ผลพวงจากการลงนามความตกลงด้านเกษตรรอบอุรกวัยเมื่อปี 1994 มีผลทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องลดการแทรกแซง และควบคุมระบบการเกษตรของประเทศทำให้นโยบายด้านราคาสินค้าเกษตรของประเทศเป็นเครื่องมือที่สำคัญของรัฐบาลในการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี และดึงการลงทุนจากภาคเอกชนเข้ามาพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่มากขึ้นตามลำดับ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มอัตราการเติบโตในภาคการเกษตร นอกจากนั้น ภาครัฐก็ได้ลงทุนส่งเสริมด้านเกษตรเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ในช่วงปี 2004 -2005 สัดส่วนการลงทุนภาคเกษตรต่อ GDP เท่ากับ 13.1% เมื่อเทียบกับช่วงปี 2010 -2011 ที่มีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นเป็น 20.1% อนึ่ง รัฐบาลยังได้ออกมาตรการเพิ่มการอุดหนุนราคาสินค้าเกษตรมากขึ้น โดยสถาบันการเงินต่างก็ให้ความช่วยเหลือด้านสินเชื่อการเกษตรเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน
ปัญหาท้าทายของรัฐบาลยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ การรักษาสมดุลของอุปสงค์ – อุปทานในด้านการรักษาราคาสินค้าเกษตร เนื่องจากการที่ประชาชนในเขตเมืองมีรายได้สูงขึ้น และการโยกย้ายถิ่นฐานของประชาชน ทำให้อุปสงค์ของสินค้าเกษตรและอาหารเปลี่ยนแปลงไป โดยมีความต้องการสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพมากขึ้น ในขณะที่ภาคการผลิตตอบสนองไม่ทัน การแก้ปัญหากสิกรที่ถือครองพื้นที่การเพาะปลูกรายเล็กเกินไป (83% ของกสิกรของอินเดียถือครองพื้นที่เพาะปลูกน้อยกว่า 2 เฮกตาร์เท่านั้น แต่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 41%ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมดของอินเดีย) ปัญหาการเพิ่มมาตรการจูงใจให้เอกชนเข้ามาลงทุนในภาคเกษตรมากขึ้น ปัญหาในทางปฏิบัติในการอุดหนุนการเกษตรที่เพิ่มสูงมากขึ้นเป็นลำดับ เช่นการอุดหนุนราคาปุ๋ยและการอุดหนุนราคาสินค้าเกษตร ปัญหาการรุกล้ำป่าของกสิกรที่ต้องการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูก และส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ และทำลายธรรมชาติ ฯลฯ
ข้อสังเกตและข้อมูลเพิ่มเติม
1. แม้อินเดียจะมีพื้นที่เพาะปลูกกว้างขวาง และปัจจุบันสามารถผลิตสินค้าเกษตรหลัก เช่น ข้าว ข้าวสาลี พืชตะกูลถั่ว พืชน้ำมัน (oilseeds) อ้อย หัวหอม เครื่องเทศ ฯลฯ ได้เพียงพอเลี้ยงประชากร และสินค้าเกษตรบางรายการยังเหลือจากการบริโภคในประเทศจนสามารถส่งออกไปต่างประเทศได้ เช่น ข้าว แต่ระบบการเกษตรของอินเดียยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร โดยเฉพาะอาชีพเกษตรกรถือเป็นงานของวรรณะชนชั้นต่ำ ผู้ที่มีฐานะปานกลางและดีในสังคมจะไม่นิยมเรียนด้านการเกษตร สาขานี้จึงขาดบุคลากรที่มาทำการวิจัย พัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรทันสมัย เมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ
2. การถือครองที่ดินรายเล็กๆ ของกสิกรทำให้ไม่สามารถเข้าถึงระบบการเข้าถึงตลาด ด้วยข้อจำกัดดังกล่าว และทำให้กสิกรที่ยากจนไม่สามารถเข้าถึงการบริการด้านสินเชื่อของรัฐบาล กสิกรยากจนส่วนใหญ่จึงถูกผลักดันให้ไปกู้ยืมเงินนอกระบบที่มีดอกเบี้ยสูง เพื่อมาลงทุน และปัจจุบันยังประสบปัญหาแรงงานขาดแคลน เพราะมีค่าจ้างสูงขึ้น ประกอบกับบุตรหลานของครอบครัวกสิกร ต่างไม่ประสงค์ทำงานเป็นเกษตรกรต่อไป เนื่องจากเป็นงานที่ลำบาก และมีรายได้น้อย โดยเลือกเข้าไปทำงานในเมืองใหญ่
3. ระบบการเกษตรของอินเดีย ยังเป็นลักษณะของสังคมเกษตรชนบทพื้นบ้านที่ถูกควบคุมโดยหน่วยงานของรัฐที่กำกับดูแลด้านการจัดสรรน้ำ แหล่งน้ำ ระบบการชลประทาน ที่ดิน การปศุสัตว์ แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐเหล่านี้ในหลายพื้นที่เป็นบุคคลากรที่ขาดทักษะ มีปัญหาด้านการคอร์รัปชั่นสูง การแก้ไขปัญหาเกษตรกรจึงยังประสบปัญหาอยู่ในหลายพื้นที่
4. ในส่วนของไทย ยังสามารถส่งเสริมการส่งออกยางพารา ผลิตภัณฑ์ยางเข้ามาในตลาดอินเดียได้อีกมาก เนื่องจากพื้นที่การปลูกยางพาราจะกระจุกตัวอยู่ในรัฐเกรละ ที่มีสภาพอากาศ ฝนตกชุก เท่านั้น การเติบโตอุตสาหกรรมรถยนต์ของอินเดีย จึงยังคงมีความต้องการนำเข้ายางพาราจากไทยเป็นจำนวนมาก
ธัชไท ถมังรักษ์สัตว์
รายงานจากเมืองเจนไน
21 กุมภาพันธ์ 2556