
เพราะความเจ็บป่วยเป็นสิ่งที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ ยารักษาโรคจึงถูกจัดให้เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญสำหรับการดำรงชีวิตของมนุษย์อย่างเราๆ ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้อินเดียเป็นอีกประเทศหนึ่ง ที่อุตสาหกรรมการผลิตยารักษาโรค หรือ เภสัชอุตสาหกรรม กำลังไปได้สวย
++ตลาดขนาดใหญ่ ไม่ไปไม่ได้แล้ว
ด้วยประชากรมากกว่า 1,200 ล้านคน ซึ่งย่อมหมายถึงจำนวนผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ยารักษาโรคก็มีมากตามไปด้วย ทำให้อินเดียกลายเป็นตลาดขนาดใหญ่ ที่บริษัทยาน้อยใหญ่ โดยเฉพาะบริษัทยาข้ามชาติ ต่างหมายปองจะเข้าไปแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดมหึมาแห่งนี้
จากสถิติ ปัจจุบันตลาดยาอินเดียมีมูลค่าสูงถึง 7 แสนล้านรูปี หรือ ประมาณ 14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และกำลังเติบโตในอัตรา 12-14 % ต่อปี จะน้อยกว่าก็เพียงแต่จีน ที่โตที่ 19% โดยนักวิเคราะห์คาดว่า ภายในปี ค.ศ. 2016 ตลาดยาในอินเดียจะมีมูลค่าถึง 29 พันล้านดอลลาร์ เพราะเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้ประชาชนเข้าถึงยารักษาโรคได้มากขึ้น
++ งดสิทธิบัตรยาต่างชาติ ไม่ใช่อุปสรรค
อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็วๆ มีข่าวที่สะเทือนวงการผลิตยาในอินเดีย เมื่อศาลฎีกาอินเดียตัดสินงดออกสิทธิบัตรยาต้านมะเร็ง Glivec ของบริษัทยาข้ามชาติ Novartis สัญชาติสวิส เหตุการณ์ดังกล่าวส่อแววที่จะกระทบอุตสาหกรรมยาของอินเดีย เพราะบริษัทต่างชาติออกมาขู่จะระวังตัวมากขึ้นในการเข้าไปลงทุนในอินเดีย ซึ่งก็อาจจะทำให้ความหวังในการเป็นศูนย์กลางวิจัยและพัฒนายาของอินเดียต้องสั่นคลอน
แต่ข้อเท็จจริงที่สื่ออินเดียหลายแหล่งออกมาเปิดเผยกลับสวนทาง เพราะส่วนใหญ่เห็นว่า การไม่ออกสิทธิบัตรให้บริษัทยาต่างชาติ หรือ ให้ compulsory licensing (CL) กับบริษัทยาของอินเดียในการผลิตยาสามัญ (generic drugs) จะไม่มีผลกระทบในวงกว้างต่ออุตสาหกรรมการผลิตยาในอินเดียด้วยเหตุผลหลายประการ
ประการที่หนึ่ง ด้วยอานิสงส์ของบริษัทยาต่างชาติที่เข้าไปในอินเดียมาตั้งแต่ในอดีต ทำให้มีการถ่ายโอนเทคโนโลยีและ know-how จนทุกวันนี้ อุตสาหกรรมการผลิตยาของอินเดียเองกำลังบูม และลดการพึ่งพายาจากต่างชาติไปมาก เห็นได้จากสัดส่วนยาที่ผลิตโดยบริษัทต่างชาติในอินเดียมีเพียงประมาณ 30% และยาต่างชาติที่มีสิทธิบัตรในอินเดียมีเพียง 2% ของตลาดยาทั้งหมด
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมผลิตยาของอินเดียยังมีแรงหนุนจากบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ ความเชี่ยวชาญในการใช้คอมพิวเตอร์ และการทดลองในห้องปฏิบัติการที่ราคาถูกกว่าในโลกตะวันตก 25% ทำให้อินเดียมีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์การวิจัยยาได้เองในไม่ช้า โดยไม่ต้องพึ่งพาบริษัทยาข้ามชาติ
ประการที่สอง บริษัทยาข้ามชาติส่วนใหญ่ที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในอินเดีย ไม่ได้รับผลกระทบจากเรื่องสิทธิบัตรยา มากนัก เพราะบริษัทที่เข้าไปในอินเดียส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าไปทำวิจัยยา แต่เป็นการเข้าไปทำการตลาดและนำเข้ายามากกว่า ส่วนบริษัทที่เข้าไปผลิตและค้นคว้ายาในอินเดียซึ่งมีไม่มากนัก ก็บุกอินเดียมานานพอควรแล้ว จนสามารถสร้างรากฐานมั่นคงและผลิตยาขายได้ราคาดีในอินเดีย
ส่วนบริษัทยาที่มีปัญหาเรื่องสิทธิบัตรอย่างเช่น Novartis เป็นบริษัทที่เข้าไปในอินเดียค่อนข้างเต็มตัวแล้ว แต่ต้องการลองเสี่ยงโชค ลงทุนยื่นเรื่องต่อศาลเพื่อหวังให้ได้รับสิทธิบัตร เพราะหากได้รับ ก็จะหมายถึงการกุมตลาดแบบเบ็ดเสร็จและกำไรเป็นกอบเป็นกำ ซึ่งก็จะคุ้มแสนคุ้มกับการลงทุนเสียค่าทนายความต่อสู้ในศาล
++หมดเวลากอบโกยกำไรสำหรับบริษัทข้ามชาติ
คดี Novartis ไม่เพียงไม่มีทีท่าจะกระทบกับอุตสาหกรรมยาของอินเดียในเชิงลบแล้ว หลายฝ่ายยังมองว่า น่าจะนำพาไปสู่การปฏิวัติรูปแบบการทำธุรกิจยาของต่างชาติในอินเดีย ซึ่งจะเป็นผลดีต่ออินเดียเอง เพราะบริษัทยาข้ามชาติที่เคยกอบโกยกำไรมาช้านาน โดยมีสิทธิบัตรเป็นเกราะกำบัง ก็คงจะต้องเริ่มปรับโมเด็ลธุรกิจใหม่ ไปสู่การลดต้นทุนเพื่อแข่งขันกับบริษัทยาในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งน่าจะหมายถึงการย้ายฐานผลิตและคิดค้นยาไปยังประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้นั่นเอง
ปัญหาเรื่องสิทธิบัตรที่กระทบต่อบริษัทยาข้ามชาติในอินเดียไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่มีมาแล้วหลายคดี เมื่อต้นปี Bayer แห่งเยอรมนีก็แพ้คดีลักษณะเดียวกันไปแล้ว ขณะที่รัฐบาลก็เตรียมจะออก CL ให้ยาที่มีสิทธิบัตรอีก 3 ชนิด แต่ที่น่าสังเกตคือจำนวนบริษัทยาข้ามชาติที่เข้าไปทำธุรกิจในอินเดียกลับไม่ได้ลดลง แต่เพิ่มขึ้นเกือบ 20% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แม้แต่ Novartis เองก็ไม่มีทีท่าจะถอนตัวจากอินเดียง่ายๆ นี่ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ตลาดเภสัชอุตสาหกรรมของอินเดียยังเป็นที่ดึงดูดใจเพียงพอ และปัญหาสิทธิบัตรยาอาจไม่ใช่อุปสรรคต่อการวิจัยและพัฒนาของอุตสาหกรรมยาอย่างที่ผู้ที่ต่อต้านคัดค้านคิดก็เป็นได้
ประพันธ์ สามพายวรกิจ
รายงานจากกรุงนิวเดลี
22 เมษายน 2556