อินเดีย ประเทศที่การบินและอวกาศทั้งด้านการป้องกันประเทศและพลเรือนใหญ่ที่สุดอันดับเก้าของโลกกำลังจะกลายเป็นอันดับห้าในอีกห้าปีจากนี้

ทั้งนี้อ้างอิงจากข้อมูลที่ว่า ภาคการบินของอินเดียจะจัดซื้อเครื่องบินครั้งใหญ่ จำนวน 1,200 ถึง 1,400 ลำ ภายในห้าปีข้างหน้า อีกทั้ง ณ ตอนนี้ ภาคการป้องกันประเทศมีมูลค่าการนำเข้า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.1 ล้านล้านบาท) จึงทำให้เป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ที่สุดของประเทศ
นอกจากนี้ การจะเป็นยักษ์ใหญ่ยังหมายรวมถึงการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานทางอวกาศและความสามารถในการบำรุงรักษา ซ่อมแซม และปรับปรุง (MRO) และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย
นายอโศก สักซีนา (Ashok Saxena) ผู้อำนวยการสำนักงานUK Advanced Engineering Office สาขาอินเดีย กล่าวในงานที่จัดขึ้นโดยหอการค้าและอุตสาหกรรมบังกาลอร์ (Bangalore Chamber of Industry and Commerce-BCIC) ว่า การพัฒนายกใหญ่ด้านการบินและอวกาศอินเดียจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน
จากข้อมูลของนายสักซีนา ในขณะนี้กิจกรรมการวิจัยและการพัฒนา (R&D) ใหม่ๆ ด้านอวกาศทั้งหมดยังอยู่ภายใต้การจัดการของรัฐ แม้ว่าเร็วๆนี้เริ่มเห็นเอกชนมีบทบาทในการเรื่องการผลิตด้านการบินและอวกาศบ้างแล้ว แต่ก็ยังมีบทบาทน้อยอยู่มาก ปัจจัยสำคัญที่สุดที่รั้งภาคเอกชนในเรื่องนี้ก็คือการขาดแรงงานที่มีทักษะฝีมือ ดังนั้นนายจ้างจึงต้องคิดหาวิธีเพื่อยกระดับและสร้างมาตรฐานจัดจ้างแรงงานต่อไป เพื่อเป็นการสนับสนุนสิ่งเหล่านี้ ศูนย์พัฒนาฝีมือแห่งชาติ (National Skills Development Centre) กำลังสนับสนุนการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่และพนักงานตามสถาบันต่างๆ ที่เป็นผู้สร้างแรงงานและได้รับการสนับสนุนจากอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ
นอกจากนี้ นายสักซีนายังเสริมด้วยว่า เมืองบังกาลอร์เป็นพื้นที่ที่มีความพร้อมที่สุดสำหรับการพัฒนาทักษะด้านอวกาศและการป้องกันประเทศ ดังนั้น ในเร็วๆนี้เราอาจจะเห็นสถาบันต่างๆ ที่ได้รับการสนับสนุนหรือก่อตั้งขึ้นโดยผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการบินและอวกาศเกิดที่นี่
สำหรับการผลิตเครื่องมือและอุปกรณ์การป้องกันประเทศระดับสูงสุดนั้น ภาคการบินและอวกาศของประเทศมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีทักษะสูงมาก และมีการพัฒนาทักษะระดับที่สูงสุด อีกทั้งยังต้องยกระดับฝีมือและทักษะของช่างเทคนิคทางอวกาศอินเดียให้เทียบเท่าระดับโลกเช่นกัน สิ่งเหล่านี้เท่านั้นที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดธุรกิจการบินและอวกาศในอินเดียมากขึ้นจากทั่วทุกมุมโลก
นอกเหนือจากนี้ นายสักซีนา กล่าวว่ายังมีสภาการพัฒนาทักษะฝีมือสำหรับภาคการบินและอวกาศ (The Skills Development Council (SDC) for the Aerospace Sector) ที่กำลังช่วยบรรเทาการขาดแคลนแรงงานฝีมือประมาณ 90 คนที่อุตสาหกรรมนี้ต้องการ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องสร้างมาตรฐานเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของทั้งโลกได้ นายสักซีนากล่าวด้วยความเสียใจว่า ณ ขณะนี้ แม้แต่สถาบันฝึกอบรมอุตสาหกรรม (Industrial Training Institutes-ITIs) ยังไม่มีเปิดสอนประกาศนียบัตรด้านการบินและอวกาศ
ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่า ในขณะที่ภาคการบินกำลังเติบโตขึ้นโดยเฉลี่ยต่อปี 15-20% อินเดียยังต้องเจอกับการขาดแรงงานฝีมือมากมายที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของสายการบินต่างๆ อินเดียจึงจะต้องลดช่องว่างทางทักษะฝีมือการบินและอวกาศให้ได้ และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเหล่านี้ สภาการพัฒนาทักษะฝีมือ (The Skills Development Council-SDC) จะต้องขอความช่วยเหลือจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และสนับสนุนอำนวยความสะดวกให้พวกเขาสามารถก่อตั้งศูนย์พัฒนาทักษะฝีมือต่อไป
ทุกวันนี้ จะสังเกตุว่าอินเดียกำลังพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่ทุกด้าน เราจึงคาดการณ์ได้ว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า อุตสาหกรรมการบินและอวกาศอินเดียต้องไม่ธรรมดาแน่นอนแม้อุปสรรคแรงงานขาดทักษะฝีมือยังมีอยู่ เมื่อมามองในจุดแข็งของประเทศไทย เรามีความพร้อมด้านการจัดฝึกอบรมเฉพาะด้าน รวมทั้งด้านการบินที่ไทยมีสถาบันฝึกอย่างเช่น สถาบันการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ที่ได้รับการรับรองคุณภาพและมาตรฐานจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) เป็นต้น จึงเป็นโอกาสที่เราสามารถยื่นมือเข้าไปช่วยอินเดียพัฒนาทักษะฝีมือ หรือไปลงทุนอินเดียโดยตรงด้านนี้เลยก็เป็นการดี และยิ่งตอนนนี้อินเดียหวังดันตัวเองให้เป็นหนึ่งในยักษ์ใหญ่ด้านการบินและอวกาศของโลก หากไทยจะเข้าไปมีส่วนร่วม ยังไม่ถือว่าเร็วเกินไปและสายเกินไปครับ
อายิ เบเชกู่
รายงานจากกรุงนิวเดลี
7 สิงหาคม 2556