ตามหลักเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น อุตสาหกรรมที่ต้องใช้เงินทุนในการดำเนินงานสูง อาทิ การไฟฟ้า ประปา รถไฟ หรือแม้แต่การบิน มักจะอาศัยภาครัฐเป็นผู้ลงทุนหลัก หรือเป็นผู้ลงทุนทั้งหมด
อุตสาหรรมการบินของอินเดียก็เป็นไปตามหลักการที่ว่านี้ คือรัฐบาลอินเดียเป็นเจ้าของสายการบินแห่งชาติอย่างแอร์อินเดีย (Air India) ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของแอร์อินเดียเดิมและอินเดียนแอร์ไลน์ (Indian Airlines) โดยรัฐบาลเมื่อปี 2550 (ค.ศ. 2007) โดยยึดหลัก economy of scale หวังให้สามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาด (market share) และเพิ่มกำไรโดยรวมได้
แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่เป็นไปตามทฤษฎี หลังจากการรวม 2 สายการบินเข้าด้วยกันแล้ว ส่วนแบ่งตลาดกลับลดลง กำไรโดยรวมติดลบ เกิดหนี้สินประมาณ 67,000 ล้านรูปี (หรือประมาณ 34,000 ล้านบาท) ให้รัฐบาลต้องตามคอยชดใช้
นี่ยังไม่นับรวมปัญหาด้านการบริหารอื่นๆ อีกร้อยแปด เช่น บุคลากรของแอร์อินเดียกับอินเดียนแอร์ยังแตกคอกัน นักบินแอร์อินเดียกับอินเดียนแอร์เข้ากันไม่ได้ มีการแบ่งพักแบ่งพวก ฯลฯ ที่ทำให้ผู้บริหารสายการบินแห่งชาติอินเดีย ได้แก่ รัฐบาลอินเดีย ต้องปวดหัว
เมื่อต้นปีที่แล้ว จึงมีข่าวว่า รัฐบาลอินเดียกำลังคิดที่จะปรับโครงสร้างหนี้ และหาทางแก้ไขปัญหาเรื้อรังของสายการบิน ซึ่งต่อมาในเดือนเมษายน แผนดังกล่าวก็ได้รับการอนุมัติ โดยแอร์อินเดียจะได้รับงบประมาณอย่างค่อยเป็นค่อยไป จำนวน 30,000 ล้านรูปี (หรือประมาณ 15,000 ล้านบาท) ภายในปี 2563 (ค.ศ. 2020) แต่แอร์อินเดียจะต้องทำการปรับโครงสร้างและระบบการทำงานครั้งใหญ่ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการสร้างหนี้สินเพิ่มขึ้น และให้หนี้สินที่มีอยู่ลดน้อยลง
แผนการดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนาปรับปรุงระบบการบริหารจัดการของสายการบินในระดับหนึ่ง จนปัจจุบัน ผลประกอบการของแอร์อินเดียค่อยๆ ดีขึ้น ปริมาณผู้โดยสารต่อลำเฉลี่ยเพิ่มจากต้นปี 2555 ที่อยู่ที่ ประมาณ 70% เป็น 78% และอัตราความตรงต่อเวลาเพิ่มจาก 60% เป็น 81% และจำนวนเที่ยวบินที่ไม่ขาดทุนเพิ่มจาก 1 เที่ยว เป็น 9 เที่ยว ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอที่จะนำแอร์อินเดียออกจากสถานการณ์ที่ขับขัน เพราะการดำเนินงานโดยรวมยังขาดทุน และแอร์อินเดียยังมีหนี้สินรุงรังที่ยังไม่รู้ว่าจะชดใช้หมดเมื่อไหร่
เมื่อเร็วๆ นี้ เริ่มมีข่าวคราวเกี่ยวกับแนวคิดที่จะแปรรูปแอร์อินเดียให้เป็นรัฐวิสาหกิจ (privatization) โดยนายอชิต สิงห์ (Ajit Singh) รัฐมนตรีการบินพลเรือน (Civil Aviation Minister) ของอินเดีย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า รัฐบาลอินเดียคงไม่สามารถอัดฉีดเงินช่วยเหลือแอร์อินเดียได้มากกว่านี้ และการแปรรูปแอร์อินเดียเป็นรัฐวิสาหกิจอาจจะเป็นหนทางออกหนทางเดียว
หลายฝ่ายก็ออกมาค้านแนวคิดดังกล่าว โดยเฉพาะนายระวี ชังการ์ ประสาด (Ravi Shanker Prasad) ผู้นำฝ่ายค้านอาวุโส กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน จะต้องมีการแลกเปลี่ยนความเห็นในระดับรัฐบาลก่อน และควรต้องมีการรับฟังความเห็นของฝ่ายค้านด้วย
บางกลุ่มถึงกับออกมาโจมตีทางการเมือง เช่น ผู้แทน Centre of Indian Trade Union (CITU) ที่กล่าวว่า แอร์อินเดียเป็นสายการบินของคนอินเดีย ไม่ใช่ของรัฐมนตรี ปัญหาหนี้สินทั้งหมดของสายการบิน ที่จริงแล้วเกิดจากความผิดพลาดในการบริหารของกระทรวงการบินพลเรือน ที่สั่งให้มีการรวมแอร์อินเดียและอินเดียนแอร์ไลน์เข้าด้วยกัน มีการสั่งซื้อเครื่องบินลำใหม่ โดยยังไม่มีแผนการใช้งานชัดเจน
เนื่องจากอินเดียมีกำหนดจัดการเลือกตั้งทั่วไปในต้นปีหน้า ประเด็นเรื่องแอร์อินเดียน่าจะกลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ผู้ที่เสนอตัวมาเป็นรัฐบาลคงต้องระมัดระวัง อีกทั้งช่วงที่ผ่านมา เริ่มมีการแข่งขันชิงตลาดการบินกันอย่างดุเดือด
สายการบิน Indigo ซึ่งเป็นสายการบินต้นทุนต่ำ ขณะนี้มีส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดถึง 29.1% ตามมาด้วยสายการบิน Jet Airways ที่ 25.1% นอกจากนี้ ยังมีสายการบินต่างชาติที่ตบเท้ากันเข้ามาร่วมทุนกับบริษัทอินเดียบุกตลาดการบินพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นแอร์เอเชีย เอธิฮัด และสิงคโปร์แอร์ไลน์ ซึ่งคาดว่า จะทำให้แอร์อินเดียอยู่นิ่งเฉยไม่ได้
ดังนั้น การจะแปรรูปแอร์อินเดียเป็นรัฐวิสาหกิจจะเกิดขึ้นหรือไม่ ก็คงต้องคอยจับตาดูกันต่อไป แต่ที่สำคัญ สายการบินบ้านเรา อย่างการบินไทย บางกอกแอร์เวย์ หรือไทยแอร์เอเชีย คงต้องลองคิดดูว่า แล้วว่า ในขณะที่สายการบินต่างชาติรายใหญ่ต่างกรูกันเข้าไปในอินเดีย ถึงเวลาหรือยังที่เราจะหันมามองตลาดอินเดียกันอย่างจริงจัง
พจมาศ แสงเทียน
รายงานจากกรุงนิวเดลี
21 ตุลาคม 2556