ช่วงนี้การเมืองอินเดียค่อนข้างร้อนแรงไม่แพ้บ้านเรา เพราะเป็นช่วงที่ใกล้จะเข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไป พรรคคองเกรสที่อยู่ในอำนาจบริหารบ้านเมืองมานานเกือบ 10 ปี กำลังต่อสู้เพื่อจะรักษาอำนาจเอาไว้
ในแง่มุมของธุรกิจ รัฐบาลได้พยายามหาทางแก้ไขปัญหาธุรกิจที่รุมเร้า อันเป็นผลจากสภาพเศรษฐกิจโลกและปัจจัยภายใน โดยเฉพาะปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด รัฐบาลจึงพยายามหาทางดึงดูดเม็ดเงินจากการลงทุนจากต่างชาติ หรือ FDI ด้วยการปรับเพดานการครอบครองหุ้นของต่างชาติในสาขาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านพลังงาน ค้าปลีก หรือโทรคมนาคม
แต่สถิติ FDI ในช่วง 7 เดือนแรกของปีงบประมาณของอินเดีย (เม.ย. – ต.ค.) ตามที่รัฐบาลอินเดียแถลงต่อรัฐสภาปรากฏว่า ตัวเลขลดลงไปถึง 15% หรืออยู่ที่ประมาณ 12.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งน้อยกว่าสถิติของช่วงเดียวกันเมื่อปีที่แล้วที่อยู่ที่ 14.78 พันล้านดอลลาร์
สถิตินี้ก็ถือว่า สะท้อนความรู้สึกโดยรวมของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่ออินเดีย ที่ยังคงไม่มองอินเดียเป็นตลาดที่มีความสำคัญลำดับต้นๆ
จากบทสัมภาษณ์นาย Dominic Barton ผู้บริหาร McKinsey บริษัทที่ปรึกษายักษ์ใหญ่ของหนังสือพิมพ์ Economic Times พอสรุปได้ว่า ความรู้สึกของภาคธุรกิจต่างชาติที่นั่งมองอินเดียอยู่ห่างๆ และผ่านสื่อตะวันตกในขณะนี้มีความกังวลต่อสภาพเศรษฐกิจของอินเดียที่เหมือนกำลังชะลอตัว ทำให้ภาพของความบูมของตลาดอินเดียเริ่มจางไป
ที่น่าสนใจคือนาย Barton กล่าวว่า ภาพพจน์ของอินเดียในแวดวงธุรกิจขณะนี้คืออินเดียเป็นประเทศที่ทำธุรกิจได้ยาก ทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่เพียงพอ และระบบการเมืองและราชการที่ไม่เอื้อต่อการลงทุนของต่างชาติ ทำให้เกิดปัญหาติดขัดในการเข้าไปลงทุนของบริษัทใหญ่
อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวนาย Barton ซึ่งมีประสบการณ์มามากในวงการ ยังเห็นอินเดียเป็นตลาดที่มีโอกาสสูงมากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยนาย Barton กล่าวว่า อินเดียยังจะเป็นประเทศที่น่าจับตามองในอีก 5-10 ปีข้าหน้า เพราะถ้าดูจากสิ่งที่บริษัทอินเดียสามารถทำได้ในขณะนี้ ที่สามารถออกไปประสบความสำเร็จในระดับโลกได้ แสดงให้เห็นว่าอินเดียมีดี อีกทั้งประชากรที่เพิ่มขึ้นและมีการอพยพเข้าสู่ความเป็นชุมชนเมือง ซึ่งไม่มีสิ่งใดจะหยุดแนวโน้มนี้ได้ (คลิกที่นี่ เพื่ออ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็ม)
สรุปท้าย แม้ขณะนี้สภาพเศรษฐกิจอินเดียจะยังดูผันผวนไม่แน่นอน แต่ก็น่าจะเป็นอุปสรรคที่รัฐบาลไหนๆ ต้องเผชิญ ตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลก อีกทั้งอินเดียเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่มาก ทำให้การบริหารจัดการไม่ง่าย แต่โอกาสทางเศรษฐกิจอยู่ที่อินเดียแน่นอน เพราะฉะนั้นหากเอกชนไทยให้ความสำคัญกับอินเดียแต่เนิ่นๆ ในขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ในโลกยังลังเล ก็จะเป็นแต้มต่อของเรา
ประพันธ์ สามพายวรกิจ
รายงานจากกรุงนิวเดลี
12 ธันวาคม 2556