
(คลิกที่ภาพเพื่ออาจประวัตินาย Raghuram Rajan)
แม้ปัญหาเงินเฟ้อจะเป็นเรื่องท้ายๆ ที่ประเทศส่วนใหญ่ในโลกจะต้องกังวลในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกปัจจุบันที่เรื่องเงินๆ ทองๆ ดูจะฝืดเคืองเสียมากกว่า แต่ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างอินเดียกลับกำลังประสบปัญหาภาวะเงินเฟ้อสูงเกือบ 10% ติดต่อกันมาห้าปีแล้ว
ปัญหานี้เองที่ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องของอินเดีย โดยเฉพาะธนาคารกลาง (Reserve Bank of India) ต้องเร่งหาทางแก้ไข เพราะปัญหาเงินเฟ้อกำลังทำให้ผู้ฝากไม่กล้าฝาก ผู้ปล่อยกู้ไม่กล้าปล่อยกู้ และนักลงทุนยังไม่กล้าลงทุน จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจอินเดียเจริญเติบโตช้าลงไปมาก ไปอยู่ที่ระดับ 4-6% ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ผกผันและการเมืองอันร้อนแรงในช่วงก่อนการเลือกตั้งนี้ ชาวอินเดียก็ดูเหมือนจะยังพอมีที่พึ่งอยู่บ้าง เมื่อมีพระเอกขี่ม้าขาวอย่างนาย Raghuram Rajan ที่เข้ามารับหน้าที่ผู้ว่าการธนาคารกลาง หรือ แบงก์ชาติของอินเดียใหม่เมื่อไม่กี่เดือนมานี้
เสียงตอบรับของทั้งฟากรัฐบาลและผู้เชี่ยวชาญในแวดวงการเงินอินเดียที่มีต่อตัวนายแบงก์คนใหม่เป็นในทางที่ค่อนข้างเป็นบวกพอควร เพราะนาย Rajan เข้ามาพร้อมหัวคิดแบบก้าวหน้า ได้ทำการเปลี่ยนแปลงแนวทางการควบคุมการเงิน จนสามารถแก้ปัญหาและป้องกันปัญหาที่เสี่ยงจะเกิดกับเศรษฐกิจอินเดียไปหลายอย่าง โดยเฉพาะการควบคุมผลกระทบของกระแสข่าวการลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ (tapering) ต่อค่าเงินรูปี
เกี่ยวกับหลักการทำงานในฐานะธนาคารกลาง นาย Rajan มีความต้องการปรับปรุงระบบของธนาคารให้เป็นองค์กรที่มีความอิสระจากการเมืองและสามารถสะท้อนภาพเศรษฐกิจได้เที่ยงตรงกว่าเก่า เช่น การปรับมาใช้ระบบตัวชี้วัดตัวเดียวแทนระบบหลายตัว หันมาใช้ค่าดัชนีราคาสินค้าผู้บริโภค (CPI) แทนดัชนีขายส่งที่ไม่สะท้อนสภาวะเงินเฟ้ออย่างแท้จริง
นาย Rajan เป็นผู้หนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดที่ว่า การควบคุมเงินเฟ้อเป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือว่า อินเดียจำเป็นต้องเสียสละตัวเลขการเติบโตจีดีพีเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ เกี่ยวกับเรื่องนี้ แม้ตั้งแต่นาย Rajan เข้ามาระบตำแหน่ง จะทำการขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปแล้วสามรอบ แต่นาย Rajan ยังยืนยันว่า การควบคุมอัตราเงินเฟ้อเป็นการช่วยให้เศรษฐกิจพัฒนาไปได้อย่างยั่งยืน
สำหรับแนวทางการทำงานในอนาคตที่นาย Rajan จะใช้เพื่อนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่แบงก์ชาติอินเดียก็คือการทำให้นโยบายที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติกลายเป็นสถานบันที่ถาวรและยั่งยืน ไม่ขึ้นอยู่กับการเมืองว่าจะมาจากสายไหน โดยนาย Rajan ได้เริ่มใช้แนวทางดังกล่าวให้เห็นบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคณะกรรมการอินเดียนำโดยรองผู้ว่าแบงก์ชาติเพื่อกำหนดนโยบายการเงิน เช่น การตั้งเป้าอัตราเงินเฟ้อที่ 4% ต่อปี (+/- 2)
นอกจากนี้ นาย Rajan ยังเห็นด้วยที่จะให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน ซึ่งแม้นั่นจะหมายถึงอำนวจส่วนหนึ่งของนาย Rajan จะหายไป แต่จะทำให้การทำงานของแบงก์ชาติมีความแข็งแกร่งทนทานต่อการล้วงลูกของนักการเมืองมากขึ้น
นอกจากนี้ นาย Rajan ยังเตรียมจะปฏิรูประบบการธนาคารในอินเดีย โดยให้ธนาคารเอกชนและต่างชาติเข้ามามีบทบาทในระบบการเงินการธนาคารอินเดียมากขึ้น (ปัจจุบันมากกว่า 75% ของสถานบันการเงินในอินเดียเป็นของรัฐบาล) เพื่อให้สามารถให้บริการประชาชนในชนบทได้อย่างทั่วถึง
แม้นาย Rajan ดูจะเข้ามาทำงานที่แบงก์ชาติได้ถูกที่ถูกเวลา และช่วยทำให้เศรษฐกิจอินเดียพอมีที่ว่างหายใจขึ้นอีกหน่อย แต่หลังจากนี้ เราคงต้องดูกันต่อไปว่า รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาหลังการเลือกตั้งในเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งน่าจะมุ่งเน้นการเพิ่มตัวเลขจีดีพี จะสามารถทำงานเข้าขากับผู้ว่าฯ แบงก์ชาติคนนี้ได้ดีเท่าไหร่ เพราะจากประสบการณ์ของนานาประเทศ ทั้งสองฝ่ายมักจะมองคนละมุมและมีความขัดแย้งกันอยู่เป็นประจำ ไม่เว้นแม้แต่ในบ้านเรา
ประพันธ์ สามพายวรกิจ
รายงานจากกรุงนิวเดลี
10 กุมภาพันธ์ 2557