อินเดียเป็นประเทศยักษ์ใหญ่ที่ถูกจับตามองควบคู่ไปกับจีนและตะวันออกกลาง ว่าจะเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของโลกใหม่ในอนาคตในช่วงการผงาดของเอเชีย
อินเดียนั้นมีประชากรราว 1.27 พันล้านคน มีพื้นที่ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 10 ของโลก และอันดับ 3 ของเอเชีย รองจากจีนและญี่ปุ่น และอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพด้านการคมนาคมขนส่งชั้นเลิศ โดยตั้งอยู่บนคาบสมุทรอินเดียที่กั้นระหว่างทะเลอาหรับและอ่าวเบงกอล
แม้ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจอินเดียจะเผชิญปัญหาการขยายตัวเพียงประมาณร้อยละ 5 ซึ่งถือว่าโตช้าที่สุดในรอบทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากการชะลอตัวของภาคการผลิตและภาคบริการ แต่นั่นมิได้ทำให้เหล่านักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจลงทุนในอินเดียน้อยลง
ช่วงปี 2554-2555 การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) มายังอินเดียมีมูลค่ารวม 35,121 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ช่วงปี 2555-2556 รวม 22,423 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และช่วงปี 2556-2557 (เดือนเมษายน 2556 - กุมภาพันธ์ 2557) รวม 20,766 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้มูลค่า FDI ของอินเดียตั้งแต่เดือนเมษายน 2543 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2557 มีมูลค่ารวม 214,170 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปีงบประมาณของอินเดียนับจากเดือนเมษายนถึงเดือนมีนาคมของอีกปีหนึ่ง)
การลงทุนส่วนใหญ่ของชาวต่างชาติที่มากที่สุด คือ สาขาบริการ (ร้อยละ 18) ซึ่งประกอบด้วย สถาบันการเงิน ธนาคารและบริษัทประกัน ด้วยสัดส่วนของการลงทุนที่มากดังกล่าวจึงไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นสถาบันการเงิน โดยเฉพาะธนาคารจากต่างชาติดำเนินการในอินเดียรวมกว่า 30 ธนาคาร รองลงมาได้แก่ สาขาการก่อสร้าง (ร้อยละ 11) โทรคมนาคม (ร้อยละ 6) คอมพิวเตอร์ซอฟแวร์และฮาร์ดแวร์ (ร้อยละ 6) ยาและเภสัชกรรม (ร้อยละ 6) ยานยนต์ (ร้อยละ 4) เคมีภัณฑ์ (ร้อยละ 4) พลังงาน (ร้อยละ 4) โลหะ (ร้อยละ 4) โรงแรมและการท่องเที่ยว (ร้อยละ 3)
เมืองยอดฮิตที่มีนักลงทุนต่างชาติลงทุนมากที่สุด 10 อันดับแรก คือ เมืองมุมไบ นิวเดลี เจนไน บังคาลอร์ อาเมดาบัด (Ahmedabad) ไฮเดอร์ราบัด กัลกัตตา จัณฑีครห์ (Chandigarh) โภปาล (Bhopal) และโคชิ (Kochi)
ลองมาดูตัวเลขกันหน่อยว่า ประเทศใดลงทุนทางตรงในอินเดียมากที่สุด 15 อันดับแรก (สถิติจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2556) อย่าประหลาดใจที่มอริเชียสและสิงคโปร์ เป็นประเทศ ที่ลงทุนในอินเดียมากเป็นอันดับ 1 และ 2 ของอินเดีย โดยมีเม็ดเงินลงทุนรวม 75,795 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ร้อยละ 37.5) และ 21,833 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ร้อยละ 10.8)
เหตุผลสำคัญที่ทำให้ทั้งสองประเทศนี้ ลงทุนในอินเดียมากที่สุด ก็เนื่องจากนโยบายสนับสนุนด้านภาษี (tax haven) ในประเทศ อีกทั้งทั้งสองประเทศยังมีความตกลงด้านภาษีซ้อน (Double Taxation Avoidance Agreement: DTAA) กับอินเดียด้วย
สำหรับมอริเชียสนั้น บรรดานักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะพวก venture capital firms (VC) และ private equity firms ที่ต้องการลงทุนในตลาดหุ้นอินเดีย ระยะประมาณ 5 หรือ 10 ปี มักจะจดทะเบียนตั้งบริษัทในมอริเชียส โดยเปิดเป็นออฟฟิสเล็กๆ ที่มีเฉพาะนักกฎหมายหรือนักบัญชีอยู่ในสำนักงาน
พวก VC ดังกล่าวสามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงภาษีซ้อน โดยเลี่ยงจ่ายภาษีกำไรจากการขายหุ้นหรือหลักทรัพย์ (capital gain tax) ที่มอริเชียสแทนที่จะจ่ายที่อินเดีย ซึ่งที่โน่น อัตราภาษีนั้นต่ำมาก จนเกือบเท่ากับศูนย์ อย่างไรก็ดี ทางรัฐบาลอินเดียได้หาทางเจรจา หรือ re-negotiate กับรัฐบาลมอริเชียสในเรื่องความตกลงภาษีซ้อนดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่า เงินลงทุนที่เข้ามาในอินเดียจากมอริเชียสส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี หรือเพื่อปกปิดที่มาของเงินหรือนักลงทุน นอกจากนี้ อินเดียยังต้องการที่จะป้องกันการฟอกเงิน ไม่ให้พวก black money ไหลเข้ามาลงทุนในอินเดียด้วย
ส่วนสิงคโปร์นั้น ช่วงที่นายกรัฐมนตรี ลี เซียนลุง ของสิงคโปร์มาเยือนอินเดียเมื่อกรกฎาคม 2555 ได้มีการหารือเรื่องการแก้ไขความตกลงภาษีซ้อนกับอินเดีย โดยผู้นำสิงคโปร์ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า กรณีการลงทุนของสิงคโปร์นั้นต่างจากของมอริเชียส นักลงทุนของสิงคโปร์ส่วนใหญ่มีธุรกิจในสิงคโปร์จริง เพราะฉะนั้น อินเดียไม่ต้องแก้ไขความตกลงกับสิงคโปร์ก็ได้
ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างอินเดียกับสิงคโปร์ถือว่าไม่ธรรมดา เนื่องจากสิงคโปร์เป็นคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของอินเดียจากกลุ่มอาเซียน โดยมีมูลค่าการค้ารวม 23 พันล้านดอลลาร์ และลงทุนมากเป็นอันดับสองในอินเดียและเอเชียใต้
อย่างไรก็ดี มีข่าวล่าสุดว่า รัฐบาลอินเดียได้ออกระเบียบใหม่ ชื่อว่า the General Anti Avoidance Rule (GAAR) โดยจะเริ่มตรวจสอบบริษัทที่ได้รับผลประโยชน์จากการเลี่ยงภาษีจากประเทศที่เป็น tax havens ทั้งหลาย โดยเฉพาะมอริเชียส สวิสเซอร์แลนด์ และลักเซมเบิร์ก ที่มีมูลค่ากว่า 30 ล้านรูปีขึ้นไป โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2559 เป็นต้นไป
อังกฤษ ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ เป็นประเทศที่ลงทุนในอินเดียมากเป็นอันดับ 3 4 และ 5 ของอินเดีย โดยมีมูลค่าการลงทุนรวม 17,628 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ร้อยละ 8.74) 14,853 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ร้อยละ 7.36) และ 11,596 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ร้อยละ 5.75) ตามด้วยอันดับ 6 ถึง15 ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ ไซปรัส เยอรมนี ฝรั่งเศส ยูเออี สวิตเซอร์แลนด์ สเปน เกาหลีใต้ อิตาลี และฮ่องกง จะสังเกตได้ว่า นักลงทุนจากยุโรปถือเป็นนักลงทุนกลุ่มใหญ่ที่เข้ามาลงทุนในอินเดียด้วยเช่นกัน
สภาหอการค้าอินเดีย-ยุโรป ได้ให้ข้อมูลว่า นักลงทุนยุโรปส่วนใหญ่สนใจเข้ามาลงทุนในอินเดียด้วยสามเหตุผลหลัก คือ ขยายตลาด แสวงหาทรัพยากร และแสวงหาเทคโนโลยีและความเชื่อมโยงกับซัพพลายเออร์
ในส่วนของการขยายตลาดนั้น เป็นที่ทราบกันอยู่ทั่วไปว่า อินเดียกำลังก้าวเข้าสู่สังคมจาก low middle class ไปสู่ upper middle class รวมถึงมีจำนวนกลุ่มคนสังคมไฮโซประเภทรวยล้นฟ้าของอินเดียหรือที่เรียกว่า “Super-rich” อีกกว่า 1 แสนครอบครัว โดยคนกลุ่มนี้มีทรัพย์สินมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่านั้น
นอกจากนี้ คาดการณ์ว่าในปี 2573 อินเดียจะเป็นประเทศทีมีประชากรที่เป็นชนชั้นกลางและมีการบริโภคขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งบริษัทจากยุโรปต่างเห็นศักยภาพของตลาดขนาดใหญ่ในจุดนั้น ทั้งนี้ ที่ผ่านมา บริษัทจากยุโรปได้เข้ามาในตลาดอินเดียเป็นระยะเวลานาน และทำได้ดีในการฝังรากและสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งในตลาดอินเดีย
แบรนด์ยุโรปที่กลายเป็นเสมือน local brand ไปแล้ว ก็เช่น แบรนด์ Unilever, Danone และ Ferrero อย่างไรก็ดี สภาหอการค้าอินเดีย-ยุโรป ยังบอกเคล็ดลับความสำเร็จของบริษัทยุโรปในอินเดียว่า นอกจากแบรนด์ที่แข็งแกร่งแล้ว ยังต้องให้ความสำคัญกับปัจจัยอื่นๆ ด้วย เช่น เรื่อง การเข้าสู่ตลาดก่อนคู่แข่ง การควบคุมจากภาครัฐ และการเดินเกมให้ได้เป็นผู้นำทางการตลาด เป็นต้น
บริษัทข้ามชาติส่วนใหญ่ยังมองอินเดียว่า เป็นเรื่องง่ายที่จะดึงเอาทรัพยากรบุคลากรที่มีคุณภาพของอินเดีย ที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้มาทำงานให้ โดยมีต้นทุนที่ถูกกว่า จากสถิติของสภาหอการค้าอินเดีย-ยุโรป ระบุว่า ทุกๆ ปี บริษัทต่างชาติจะจ้างงานประเภทที่เรียกว่า off-shoring work ที่สามารถจัดจ้างคนภายนอกมาทำได้ โดยร้อยละ 65 มีการดำเนินการอยู่ในประเทศอินเดีย
จะพูดให้เห็นภาพชัดคือ หากบริษัทของคุณเป็นบริษัทพัฒนาซอฟแวร์ที่อยู่ในยุโรป บริษัทของคุณจะต้องจ้างงานพนักงานแบบเต็มเวลา ชั่วโมงละ 50-80 ดอลลาร์ ขณะที่คุณสามารถจ้างนักพัฒนาซอฟแวร์ในอินเดียโดยจ่ายเพียงชั่วโมงละ 20 ดอลลาร์
จากข้อเท็จจริงนี้เอง ทำให้บริษัทที่ให้บริการด้านไอทีของอินเดียหลายบริษัท เช่น Tata Consultancy Services, Infosys, Wipro และ Cognizant ถึงได้มีการดำเนินงานที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยกลุ่มบริษัทดังกล่าว เป็นที่ทราบว่า เป็นบริษัทที่ให้บริการด้านไอทีต้นทุนต่ำที่ใหญ่และดังที่สุดของอินเดีย
จากข้อมูล ระบุเพิ่มเติมว่า บริษัทด้านไอทีที่สำคัญของยุโรป เช่น Capgemini, Atos, และ Steria จากฝรั่งเศส และ SQS จากเยอรมนี มีการจ้างงานในอินเดียรวมกว่า 4,000 ถึง 45,000 ตำแหน่ง
นอกจากอุตสาหกรรมไอทีแล้ว ยังมีอีกหลายบริษัทของยุโรป เช่น Zurich Insurance, บริษัทรถยนต์ Peugeot บริษัท Eagleburgmann ของเยอรมนี บริษัท Numeca ของเบลเยียม ยังได้ตั้งศูนย์ R&D ในเมืองบังคาลอร์และที่ปูเน่ด้วย
นอกจากนี้ อินเดียยังเป็นเสมือนแหล่งเรียนรู้และแหล่งทดลองโมเดลทางธุรกิจใหม่ๆ ในประเทศกำลังพัฒนาให้กับบริษัทในยุโรปด้วย โดยเฉพาะทฤษฎีทางธุรกิจที่ว่า think global and act local นั้น ใช้ได้จริงกับตลาดอินเดีย โดยเฉพาะการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการให้บริการให้เข้าถึงผู้บริโภคชาวอินเดีย ซึ่งมีพฤติกรรมการบริโภคที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมถึงการบริหารบุคคลด้วย
หลายบริษัทของยุโรปใช้อินเดียเป็นฐานในการผลิตและพัฒนาสินค้าเพื่อส่งออกไปยังตลาดกำลังพัฒนาอื่นๆ เช่น บริษัท Nokia รวมถึงยังใช้อินเดียเป็นพื้นที่ทดสอบบุคลากรของบริษัทที่จะโตขึ้นเป็นผู้บริหารในอนาคต โดยเฉพาะการเป็นสะพานก้าวไปสู่ตำแหน่ง Country Manager ด้วย ซึ่งเรื่องนี้ ชาวยุโรปเองก็มีความเชื่อเช่นเดียวกับคนอินเดียและชาติอื่นๆ ว่า หากคุณสามารถขับรถในอินเดียได้อย่างปลอดภัย คุณสามารถขับรถที่ไหนในโลกก็ได้ การทำธุรกิจก็เช่นกัน!!!!
ในตอนต่อไป เราจะมาตามดูกันว่า แต่ละประเทศลงทุนด้านไหน และมีการปรับตัวในการทำธุรกิจในอินเดียให้ประสบความสำเร็จอย่างไร เพื่อจะเป็นประโยชน์กับนักลงทุนไทยที่สนใจจะลงทุนหรือทำการค้าในอินเดียต่อไป
****************
โดย ดร.พรพิมล สุคันธวณิช
สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจนไน
12 พฤษภาคม 2557