อังกฤษในฐานะอดีตเจ้าอาณานิคมเดิมของอินเดียถือเป็นประเทศจากยุโรปที่ลงทุนทางตรงมากที่สุดในอินเดีย โดยนับตั้งแต่อินเดียได้รับเอกราชเมื่อปี 2490 จนถึงวันนี้ เวลาได้ผ่านล่วงเลยมากว่า 67 ปีแล้ว บริษัทของอังกฤษในแดนภารตะก็ยังคงมีการดำเนินงานและขยายตัวมาอย่างต่อเนื่อง
จากสถิติล่าสุด (ปี 2556) อังกฤษลงทุนในอินเดียมากเป็นอันดับสาม รองจากมอริเชียสและสิงคโปร์ โดยลงทุนรวมทั้งหมด 1,172 โครงการ หรือคิดเป็นมูลค่ารวม 70 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แยกเป็นการลงทุนแบบ Greenfield Investment โดยตั้งโรงงานเพื่อผลิตและจำหน่ายในตลาดอินเดีย รวม 683 โครงการ คิดเป็นเม็ดเงินลงทุน 37.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และลงทุนแบบควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) และร่วมลงทุน (Joint Ventures) อีก 489 โครงการ โดยมีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 33 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ว่ากันว่า บริษัทของอังกฤษที่มาลงทุนเปิดกิจการในอินเดียมีรวมกว่า 1,600 บริษัท กระจายตัวในภาคส่วนธุรกิจต่างๆ เช่น ธุรกิจค้าปลีก ก่อสร้าง โครงสร้างพื้นฐาน โทรคมนาคม อุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ (Healthcare) รวมถึงธุรกิจบริการทั้งด้านการเงิน การธนาคาร
บริษัท MNC ชื่อดังของอังกฤษที่สยายปีกการลงทุนในอินเดีย และมีการดำเนินการที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง ก็เช่น บริษัท Aviva ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัยใหญ่อันดับหกของโลก ธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง Barclays และ Standard Chartered Bank บริษัทพลังงานอย่าง BP และ Cairn Energy บริษัทผลิตลูกอมและช็อกโกแลตรายใหญ่อย่าง Cadbury บริษัท JCB ที่จำหน่ายพวกเครื่องจักรที่ใช้ในการก่อสร้าง และพวกรถตักหน้า-ขุดหลัง รถแบ็คโฮล
นอกจากนี้ ยังมีบริษัทผู้ผลิตยาที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง GlaxoSmithKline หรือ GSK บริษัท Cable & Wireless ที่ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ บรอดแบนด์และ IP services สายการบิน Virgin Atlantic บริษัท Mott MacDonald และ Halcrow ซึ่งมีบทบาทในการให้คำปรึกษาด้านวิศวกรรมแก่โครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของอินเดีย เช่น โครงการสร้างสนามบินและรถไฟใต้ดินรวมถึงห้างดังอย่าง Tesco ที่เป็นที่รู้จักของชาวไทยเป็นอย่างดี
กิจการของบริษัทอังกฤษยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในอินเดีย โดยล่าสุด ห้างดังอย่าง Tesco ได้ประกาศร่วมลงทุนกับ Trent Hypermarket ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Tata Group เพื่อจะเข้ามาบริหาร Chain Stores ชื่อดังอย่าง Star Bazaar ที่มีสาขาอยู่ทั่วเมืองใหญ่และเมืองต่างๆ ในอินเดียรวมกว่า 38 เมือง โดยงานนี้ Tesco ใช้เงินลงทุนไปกว่า 140 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนบริษัท JCB ก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่ากัน โดยมีข่าวว่า ได้ตั้งศูนย์จำหน่ายและประกอบเครื่องจักรที่เมือง Bhopal รัฐมัธยประเทศ
นอกจากนี้ เครื่องสำอางแบรนด์ดังจากอังกฤษที่กำลังฮิตกันทั่วโลกอย่าง Lush ก็วางแผนจะเข้ามาลงทุนในอินเดียด้วยเช่นกัน
จะว่าไปแล้ว ธุรกิจ การค้าและการลงทุนของอังกฤษได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะจาก 3 กลไกหลัก คือ (1) UK Trade & Invest (UKTI) (2) UK-India Business Council (UKIBC) และ (3) British South India Chamber of Commerce ที่ทั้งผลักทั้งดันการค้าและการลงทุนระหว่างอินเดียกับอังกฤษ ล่าสุด เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา UKIBC ยังได้จัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการลงทุนแบบ start up ที่สำนักงานในบังกาลอร์ เพื่อเป็นช่องทางให้กับ นักลงทุนและผู้ประกอบการรายใหม่ๆ ได้รับทราบข้อมูลด้านการค้าการลงทุนเพื่อเจาะไข่แดงตลาดอินเดียในอนาคต
จากการที่อยู่ในอินเดียมานาน บริษัทอังกฤษจึงมองเห็นและเข้าใจตลาดอินเดียแบบทะลุปรุโปร่ง โดยเฉพาะตลาดชนชั้นกลางของอินเดียซึ่งมีขนาดใหญ่ และอ่อนไหวต่อราคาอย่างมาก รวมทั้งซื้อของยาก เพราะเน้นความคุ้มค่า หรือ value ของสินค้า ดังนั้น บริษัทอังกฤษจึงจำต้องปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจและการผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาด
คลาสสิคเคสของบริษัทอังกฤษที่เกี่ยวกับเรื่อง localization คงเป็นเคสของบริษัท JCB
ขอเล่าให้ฟังย่อๆ ว่า บริษัท JCB ได้เข้ามาลงทุนในอินเดียครั้งแรกตั้งแต่ปี 2516 จากเดิมมาลงทุนตั้งโรงงานและจำหน่ายสินค้าธรรมดา แต่อยู่ไปอยู่มา ก็มีความเข้าใจตลาดอินเดียมากขึ้น
โดยในปี 2546 ประธานบริษัทของ JCB ที่ชื่อว่า Anthony Bamford ซึ่งลงทุนลงแรงเดินทางทั่วอินเดีย ได้เล็งเห็นว่า อินเดียมีศักยภาพและในอนาคตจะต้องมีโครงการก่อสร้างโดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก โดยมูลค่าของตลาดนั้นจะมีมหาศาล
แต่การเจาะตลาดอินเดียให้ได้นั้น JCB ต้องงัดกลยุทธ์ที่เน้นการทำ localization ก่อน แล้วค่อยต่อยอดขยายตัวไปเรื่อยๆ สู่กลยุทธ์การบริหารแบบ globalization ในอนาคตต่อไป
ในปี 2548 JCB จึงตัดสินเปิดตัวรถแบ็คโฮลรุ่นใหม่ คือ รุ่น 3DX ซึ่งออกแบบให้มีขนาดตัวรถเล็กลง กินน้ำมันน้อยกว่าเดิม และมีฟังก์ชั่นการทำงานเพิ่มขึ้น คือทั้งตักหน้า ขุดหลังได้ รวมถึงปรับเครื่องยนต์ให้รับสภาพที่มีผุ่นเยอะอย่างในอินเดียได้ นอกจากนี้ ยังลงทุนผลิตและประกอบเครื่องยนต์ ระบบเกียร์ และที่นั่งคนขับในอินเดียด้วย
การปรับกลยุทธ์ดังกล่าว ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จในตลาดอินเดียอย่างมาก และยังสามารถสินค้าส่งออกไปต่างประเทศได้ด้วย
โดยปัจจุบัน JCB ถือครองส่วนแบ่งในตลาดอินเดียกว่าร้อยละ 50 เหนือคู่แข่งรายใหญ่ของโลกรายอื่นๆ เช่น Caterpillar Komatsu และ Volvo
แม้บริษัทอังกฤษจะผ่านประสบการณ์ในอินเดียอย่างโชกโชน แต่ก็มิวายเกือบตกม้าตายโดยเฉพาะกรณีบริษัท Vodafone ซึ่งผู้ลงทุนไทยน่าจะได้เรียนรู้ถึงบทเรียนจากกรณีศึกษานี้ได้
เรื่องมีอยู่ว่า Vodafone ต้องการเข้ามาทำธุรกิจและขยายการลงทุนในอินเดีย วิธีง่ายที่สุด คือ ซื้อหุ้นต่อจากบริษัทเดิม คือ จาก Hutchison
ถ้าเป็นการซื้อปกติก็คงไม่มีเรื่อง แต่บริษัทส่อแววไม่อยากจ่ายภาษีจำนวนมาก เลยอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายมาใช้ให้เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะการทำการซื้อขายหุ้นในประเทศหรือเขตที่มีนโยบายสนับสนุนด้านภาษี (tax haven) เพื่อจะได้เลี่ยงภาษี
โดยเมื่อปี 2550 แทนที่บริษัท Vodafone ในอินเดียจะเป็นผู้ทำธุรกรรมซื้อหุ้นจาก Hutchison Essar Telecom (HEL) ซึ่งเป็นบริษัท JV ที่ได้ใบอนุญาตที่การดำเนินการให้บริการโทรศัพท์มือถือในอินเดียโดยตรง แต่กลับให้บริษัทลูกของ Vodafone ที่อยู่ที่เนเธอร์แลนด์ ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อหลบเลี่ยงภาษี ไปซื้อกิจการของ Hutchison Telecommunications International Ltd หรือ HTIL ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Hutchison ที่มีสำนักงานอยู่ที่เกาะ Cayman Island โดยบริษัทดังกล่าวมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นส่วนหนึ่งของบริษัท Hutchison Essar Telecom แทน
ดีลดังกล่าว ในช่วงนั้น ถือว่ามีราคาสูงสุดในโลก คือ 11.2 พันล้าน และทำให้ Vodafone สามารถถือหุ้นของ Hutchison Essar ได้ถึงร้อยละ 67
แต่เมื่อสรรพากรอินเดียรู้เรื่อง ก็บอกว่า แม้ทั้งสองบริษัทจะพยายามเลี่ยงภาษีโดยตั้งใจให้มีการทำธุรกรรมซื้อขายหุ้นในต่างประเทศ แต่กิจการของ HEL อยู่ในอินเดีย ดังนั้น Vodafone ต้องจ่ายเงินภาษีรายได้หรือกำไรจากการซื้อขายกิจการดังกล่าว หรือถ้าเกิด Vodafone ไม่จ่าย Hutchison ก็ต้องเป็นผู้จ่าย เพราะมีการทำธุรกรรมด้านการเงินเกิดขึ้น
หลังจากสู้กันในศาลมาอย่างยาวนานเกือบ 5 ปีในประเด็นเรื่องข้อกฎหมาย ศาลฎีกาของอินเดียเมื่อเดือน ม.ค. 2555 จึงได้ตัดสินว่า Vodafone ไม่มีความผิด โดยพิจารณาในประเด็นที่ว่า สรรพากรอินเดียไม่มีอำนาจไปเก็บภาษีเงินได้จากการทำธุรกรรมนอกประเทศ
แต่รัฐบาลอินเดียก็ไม่ลดละความพยายาม โดยบอกว่าอินเดียเห็นว่า เรื่องการหลีกเลี่ยงภาษีดังกล่าวโดยการทำธุรกรรมไม่ตรงไปตรงมานั้น ไม่ถูกต้อง จึงได้ประกาศว่า อินเดียจะแก้ไขกฎหมายภาษีเงินได้ใหม่ โดยจะออกระเบียบที่เรียกว่า General Anti-Avoidance Rule (GAAR)
ระเบียบดังกล่าว เป็นเสมือนการเปิดไฟเขียวให้สรรพากรอินเดียสามารถขุดคุ้ยและคิดบัญชีกับพวกเลี่ยงภาษีได้ไปจนถึงปี 2505 หรือถอยกลับไปกว่า 52 ปี!!!!
และแล้วก็เหมือนฟ้าผ่ากลางใจบริษัท Vodafone โดยเมื่อเดือน พ.ค. 2555 สรรพากรอินเดีย ก็ประกาศกร้าวว่า จะรื้อฟื้นคดีเบี้ยวเงินภาษีของ Vodafone อีกครั้ง และจะเรียกเก็บเงินภาษีและค่าปรับจาก Vodafone จากการเลี่ยงภาษีจากดีลครั้งที่แล้ว รวมเป็นเงินไม่ขาดไม่เกินรวมได้ 3.3 พันล้านดอลลาร์
ทำไมเราต้องสนใจกรณีศึกษา Vodafone นี้???
ข้อแรก กรณีศึกษานี้ ทำให้นักลงทุนอย่างน้อยก็รู้ว่า สรรพากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของอินเดียมีการตรวจสอบเรื่องการจ่ายภาษีผลกำไรจริงๆ จังๆ โดยเฉพาะดีลสำคัญ ดังนั้น หากนักลงทุนไทยคิดจะลงทุนในอินเดีย ก็ควรให้ความสำคัญกับการตรวจสอบเรื่องบัญชีรายได้และจ่ายภาษีตามกำหนด
ข้อสอง พึงระลึกไว้เสมอว่า การหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษี แม้จะอยู่ในกรอบของกฎหมายก็อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงได้ โดยเฉพาะชื่อเสียงของบริษัทซึ่งอาจถูกทำลายได้ในพริบตา
ข้อที่สาม จงรับทราบสัจธรรมว่า ทุกบาททุกสตางค์ที่บริษัทของท่านสามารถเลี่ยงภาษี อาจส่งผลต่อเนื่องห้บริษัทของท่านถูกลงโทษและเสียค่าปรับที่แพงกว่าเงินที่เลี่ยงภาษีได้หลายเท่า ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ หากสรรพากรอินเดียชนะคดี
ในอนาคต บริษัท Vodafone จะต้องจ่ายค่าปรับพร้อมดอกเบี้ยมากกว่าภาษีที่บริษัทต้องจ่ายจริงมากกว่า 2 เท่าตัว!!!
บทเรียนสำคัญสำหรับบริษัทเจ้าอาณานิคมแดนภารตะที่ฝากไว้กับทุกบริษัทที่คิดจะลงทุนในอินเดีย ก็คือ ไม่ว่าท่านจะเลี่ยงไปทำธุรกรรมที่ไหน โปรดพึงระลึกว่า สรรพากรอินเดียอาจติดตามท่านไปทุกที่ ทุกเวลา
ดังนั้น เมื่อถึงเวลาต้องจ่ายภาษี จงซื่อสัตย์และทำอะไรให้เป็นไปตามกฎจะดีที่สุด
****************
ดร.พรพิมล สุคันธวณิช
รายงานจากสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจนไน
27 พฤษภาคม 2557
อ่านบทความก่อนหน้า: