ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ลงทุนในอินเดียมากเป็นลำดับที่ 4 แต่จะว่าไปแล้ว เป็นประเทศ ที่ลงทุนในอินเดียแบบจริงจัง คือ เข้ามาตั้งโรงงานและผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายและส่งออก โดยเป็นนักลงทุนประเภท Greenfield ลำดับต้นๆ ในอินเดีย รองจากอังกฤษอดีตเจ้าอาณานิคมเดิม
ในฐานะที่เป็นประเทศผู้ลงทุนรายใหญ่ของโลก ที่ไม่ว่าจะไปที่ประเทศไหน เรามักก็จะพบนักลงทุนแดนซามูไรไปลงทุนอยู่ก่อนหน้าเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว ซึ่งกลยุทธ์การเข้าไปก่อนคู่แข่งของญี่ปุ่น หรือ First Mover Advantage นั้น มักปรากฎอยู่เสมอในที่ต่างๆ ทั่วโลก ไม่ยกเว้นแม้แต่อินเดีย
สำหรับอินเดียนั้น บริษัทญี่ปุ่นเริ่มลงทุนอย่างเต็มตัวน่าจะเป็นเมื่อช่วงกว่า 30 ปีก่อน สมัยที่บริษัท Suzuki Motors เข้ามาลงทุนร่วมกับบริษัทอินเดียและตั้งบริษัท Maruti Suzuki ขึ้นเมื่อปี 2525 ซึ่งเป็นช่วงหลังจากที่อินเดียมีนโยบายผ่อนปรนเกี่ยวกับกับลงทุนทางตรง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์มากขึ้น
ในภาพรวม นับตั้งแต่ปี 2547-2556 ญี่ปุ่นจัดเป็นนักลงทุนอันดับ 4 ในอินเดีย รองจากมอริเชียส สิงคโปร์ และอังกฤษ โดยมีมูลค่าการลงทุนสะสมรวม 50.87 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในจำนวนนี้ เป็นการลงทุนแบบ Greenfield หรือการลงทุนโดยตั้งโรงงานผลิตสินค้ามูลค่ารวมกว่า 39.18 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
นักลงทุนซามูไรเข้ามาบุกตลาดอินเดียโดยตั้งบริษัทรวม 1,800 บริษัท ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ที่พื้นที่อินเดียตอนเหนือ ใต้ และตะวันตก โดยรัฐทมิฬนาฑูซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของอินเดียเป็นรัฐที่มีบริษัทญี่ปุ่นจดทะเบียนตั้งบริษัทมากที่สุด จึงไม่น่าประหลาดใจ ที่จะพบเจอร้านอาหารญี่ปุ่นอยู่ในเมืองเจนไนหลายร้าน ไปทีไรก็จะต้องพบกลุ่มนักธุรกิจแดนปลาดิบทุกครั้ง
โดยมากบริษัทญี่ปุ่นที่มาลงทุนในอินเดีย จะลงทุนในสาขาหลักที่ญี่ปุ่นมีจุดแข็งและตลาดอินเดียมีศักยภาพ ที่สำคัญได้แก่ สาขาอุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์ ซึ่งมีสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 30 ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด โดยมีเม็ดเงินลงทุนกว่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รองลงมาได้แก่ อุตสาหกรรมรถยนต์ ร้อยละ 15 มีเม็ดเงินลงทุนรวม 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภาคบริการ คิดเป็นร้อยละ 19 มีเม็ดเงินลงทุนรวม 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อุตสาหกรรมถลุงแร่และโลหะ คิดเป็นร้อยละ 9 มีเม็ดเงินลงทุน 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และอุตสาหกรรมเครื่องมือและอุปกรณ์ไฟฟ้า คิดเป็นร้อยละ 5 หรือ 0.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ลองคำนวณดูง่ายๆ ตลาดอินเดียมีประชากรรวม 1.23 พันล้านคน แค่คนอินเดียซื้อรถยนต์ญี่ปุ่นร้อยละ 10 อุตสาหกรรมรถยนต์ญี่ปุ่นก็จะมีตลาดขนาด 123 ล้านคน ซึ่งมากกว่าจำนวนประชากรของไทยเกือบ 2 เท่าตัว นอกจากนี้ บริษัทรถของญี่ปุ่นยังสามารถใช้ประโยชน์จากแรงงานราคาถูกของอินเดีย และอาศัยซัพพลายเออร์อุตสาหกรรมเหล็กภายในของอินเดีย ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตรถยนต์ของบริษัทได้ จึงไม่น่าประหลาดใจที่ปัจจุบันอินเดียได้กลายเป็นทั้งตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ติดอันดับของโลก และยังเป็นประเทศผู้ผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกเป็นอันดับ 6 ของโลก เพราะมีบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากทั่วโลก รวมทั้งญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนด้วย
ด้วยความไม่ธรรมดาของอินเดีย ทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นมองเห็นศักยภาพของตลาดซึ่งมีขนาดใหญ่ และมีประชากรชนชั้นกลางมาก ศักยภาพของพื้นที่ภูมิศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับภูมิภาคเอเชียใต้ เอเชียกลางและตะวันออกกลาง ต้นทุนที่ถูก ความสามารถในการรับเทคโนโลยี และบุคลากรพูดภาษาอังกฤษได้ จึงทำให้บริษัทใหญ่ๆ จากแดนปลาดิบสนใจเข้ามาลงทุนในอินเดียจำนวนมาก
บริษัทของญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนแล้ว ก็เช่น บริษัทผลิตยางอย่าง Bridgestone บริษัทผลิตรถยนต์รายใหญ่ เช่น Suzuki Motors, Honda Motors, Toyota Motors และ Yamaha Motors บริษัท Kyocera บริษัท YKK บริษัท Mitsubishi Chemical บริษัท Nipro ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ บริษัท Kokuyo ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์สำนักงาน รวมถึงบริษัทก่อสร้างใหญ่ๆ เป็นต้น
กลยุทธ์ที่สำคัญของบริษัทญี่ปุ่นที่เรามักจะสังเกตเห็นว่าใช้บ่อยเป็นปกติ ก็คือ เข้ามาก่อน จับตลาดให้ได้ และเร่งทำ market share ให้ได้มากที่สุด ก่อนที่คู่แข่งจะมา!!!
ดังนั้น เราจึงเห็นบริษัทของญี่ปุ่นหลายบริษัทมาฝังตัวและทำธุรกิจในอินเดียมาก่อนนานมากๆ ตัวอย่างเช่น บริษัท Hitachi Construction Machinery ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องจักรเพื่อ การก่อสร้าง ได้ร่วมลงทุนกับบริษัท Tata Motors ตั้งแต่ปี 2527 ซึ่งจากประสบการณ์กว่า 30 ปีในอินเดีย บริษัทจับทางตลาดอินเดียได้ถูก โดยออกกลยุทธ์ผลิตพวกเครื่องจักรกลขั้นต้นที่ใช้สำหรับขุดและตักดินราคาไม่แพง ตามความต้องการของตลาดอินเดียที่ชอบของถูก ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จโดยมีส่วนแบ่งในตลาดเกินกว่าร้อยละ 50
บริษัท Maruti Suzuki ก็เป็นอีกบริษัทที่ประสบความสำเร็จด้านการตลาด โดยครองส่วนแบ่งในตลาดอินเดียเกือบร้อยละ 50 ทั้งนี้ เนื่องจากการสั่งสมประสบการณ์ในตลาดอินเดียมายาวนานกว่า 30 ปี โดยล่าสุด Suzuki ได้ลงทุนตั้งศูนย์ผลิตเครื่องยนต์และศูนย์ R&D ในอินเดียด้วย
อีกบริษัท คือ บริษัท Bridgestone ที่ได้เข้ามาผลิตยางรถยนต์ในอินเดียตั้งแต่ปี 2541 ปัจจุบันมีส่วนแบ่งในตลาดรวมร้อยละ 30 และเป็นบริษัทซัพพลายเออร์ให้กับบริษัท Maruti Suzuki และบริษัท Hyundai ของเกาหลีด้วย โดย Bridgestone สามารถเอาชนะคู่แข่งอย่างเช่น Michelin ซึ่งมาช้ากว่า และกว่าจะประกาศตั้งโรงงานในอินเดียได้ก็ปาเข้าไปปี 2555
การเข้ามาอยู่ในอินเดียนานๆ ทำให้เป็นที่รู้กันในหมู่นักลงทุนซามูไรว่า เข้ามาอินเดียจะต้องพบเจออะไรบ้าง ต้องเรียนรู้อะไรบ้าง โดยนักวิจัยหลายสำนักได้ทำวิจัยสำรวจความเห็นของนักลงทุนญี่ปุ่นเกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคของการทำธุรกิจในอินเดียเอาไว้
สรุปสั้นๆ ได้ใจความว่า ปัญหาเรื่องภาษีถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับนักลงทุนแดนปลาดิบ โดยนักลงทุนญี่ปุ่นโอดครวญว่า กำแพงภาษีนำเข้าของอินเดียค่อนข้างสูง (เช่น กำแพงภาษีนำเข้าเครื่องจักรอุปกรณ์ก่อสร้าง สูงถึงร้อยละ 30 หรือหากจะนำเข้ารถยนต์มาอินเดียก็อาจต้องเจอกับกำแพงภาษีรถยนต์นำเข้าค่อนข้างสูงเกือบเท่าตัวของราคารถ) ทำให้นักลงทุนจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการผลิตภายในประเทศเป็นหลัก นอกจากนี้ ยังบ่นต่อว่า การเก็บภาษีของอินเดียมีความซับซ้อน ยากที่จะเข้าใจและมีการเปลี่ยนแปลงตลอดปี ทำให้เกิดความไม่แน่นอนและ ต้องคำนวณภาษีใหม่อยู่บ่อยครั้ง
ข้อสอง อุปสรรคเรื่องที่ดิน เป็นที่รู้ซึ้งกันดีว่า รัฐบาลอินเดียมีความเข้มงวดมากในเรื่องประเภทการใช้ที่ดิน ดังนั้น การจะเปลี่ยนจากพื้นที่เกษตรกรรมไปเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก ถึงขั้นเหงื่อตก นักลงทุนญี่ปุ่นมองว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ยังไม่ค่อยโปร่งใส และยุ่งวุ่นวายจนปวดหัว นอกจากนี้ การพัฒนาที่ดินยังต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานภาครัฐด้วย
นักลงทุนญี่ปุ่นเรียนรู้ว่า การสร้าง network ในอินเดียต้องใช้เวลา เนื่องจากหลายๆ เมืองใหญ่ของอินเดียอยู่กระจัดกระจายกันมาก อีกทั้งแต่ละพื้นที่ก็มีภาษาและวัฒนธรรมต่างๆ กัน เพื่อสร้างรากฐานทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง นักลงทุนญี่ปุ่นได้ให้ความสำคัญกับการหา partner ที่ดี และไว้วางใจได้ด้วย เรียกว่าให้ความสำคัญมากๆ เนื่องจากปัญหาอุปสรรคด้านกฎระเบียบและ ข้อกฎหมายของอินเดีย ทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นต้องพึ่งพา partner อินเดียค่อนข้างมาก และต้องอาศัยบริษัทที่ปรึกษาช่วยทำวิจัยตลาดและให้คำแนะนำทางกฎหมายด้วย
เท่านั้นยังไม่พอ นักลงทุนซามูไรยังต้องฝ่าฟันอุปสรรคเกี่ยวกับคู่แข่งอย่างหนัก ซึ่งนอกจากจะมีคู่แข่งจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นคู่แข่งขันระดับโลกแล้ว ตลาดอินเดียยังมีคู่แข่งภายในประเทศที่แข็งแกร่งด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ยังต้องพบเจอกับสินค้าเลียนแบบ และสินค้าคุณภาพด้อยกว่าแต่ราคาถูกกว่าด้วย สภาพการแข่งขันในตลาดอินเดียดังกล่าว จึงค่อนดุเดือด และจัดจ้าน เช่นเดียวกับรสอาหาร spicy food ของอินเดีย
ปัญหาท็อปฮิตตลอดกาลที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการลงทุนของต่างชาติในอินเดีย คือ โครงสร้างพื้นฐาน แม้นักลงทุนญี่ปุ่นจะอยู่และชินกับอินเดียมานานแล้ว แต่ก็ยังคงเห็นว่า ปัญหาเรื่องถนนหนทาง ไฟฟ้า และท่าเรือ รวมทั้ง Soft Infrastructure เช่น พวกระบบโทรศัพท์ และโทรคมนาคมในอินเดียเป็นทั้งโอกาสและปัญหาที่ยังแก้ไม่ตก
ปัญหาอุปสรรคอีกประการ คงเป็นเรื่องของระบบราชการ ซึ่งนักลงทุนแดนปลาดิบให้ความเห็นว่า ขั้นตอนและกระบวนการขออนุญาตต่างๆ เช่น การขออนุญาตการผลิต ต้องใช้เวลานาน และเป็นเรื่องสุดแสนจะธรรมดา ถ้าบริษัทจำเป็นต้องรอ และรอ เพื่อขอรับใบอนุญาตการก่อสร้างจากหลายหน่วยงาน และขอบอกว่า แต่ละหน่วยงานอาจมีแนวปฏิบัติที่ไม่ได้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน นอกจากนี้ ยังมีหลายครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจจากหน่วยงานของรัฐ ภายหลังจากที่อนุมัติไปแล้ว หรือหลายครั้งที่ทางการอินเดียประกาศใช้กฎระเบียบต่างๆ โดยไม่ได้ให้เวลาในการเตรียมตัวที่เพียงพอ
และที่นักลงทุนญี่ปุ่นบ่นอุบ แต่ต้องทำใจรับคือ กระบวนการออกของจากศุลกากร โดยบอกว่า การเคลียร์สินค้านำเข้าและออกจากศุลกากรต้องใช้เวลานาน
เรื่องสุดท้าย คงเป็นเรื่องคน และสหภาพแรงงาน นักลงทุนญี่ปุ่นแยกประเภทลูกจ้างออกเป็นกลุ่มคนงานในโรงงานและกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในสำนักงาน โดยนักลงทุนซามูไรบอกว่า ลูกจ้างในโรงงานซึ่งมีจำนวนมากกว่า ส่วนใหญ่ที่รับเข้ามาจะมีปัญหาคุณภาพการทำงานที่ต่ำกว่าที่คาดหวัง แต่ระดับผู้จัดการโรงงานไม่ค่อยมีปัญหา เพราะส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ แต่ก็แอบบอกว่า ลูกจ้างกลุ่มหลังนี้ ค่อนข้างเถรตรง ไม่ยืดหยุ่น ขณะที่พวกลูกจ้างระดับ junior ส่วนใหญ่จะทำงานกับบริษัทไม่นาน
ในเรื่องของการเลือกคนงานนั้น บริษัทใหญ่ๆ ของญี่ปุ่น มักจะไปคัดเลือกเองที่มหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยเทคนิค และก็พัฒนาทักษะคนงานเอง
ในส่วนของเรื่องสหภาพนั้น ทุกบริษัทใหญ่จะมีสหภาพแรงงาน และดูเหมือนนักลงทุนญี่ปุ่นจะเข็ดหรือมีความกลัวอยู่ลึกๆ แม้จะปากแข็งว่า เรื่องสหภาพแรงงาน ญี่ปุ่นไม่ถือว่าเป็นปัญหา
หลายท่านคงยังจำเคสของบริษัท Maruti Suzuki ที่คนงานใช้ท่อนเหล็กทำร้ายหัวหน้าคนงาน และผู้จัดการถูกทำร้ายเสียชีวิต เนื่องจากไม่พอใจเรื่องค่าจ้างและสภาพการทำงานได้ และอีกเคสหนึ่งเป็นเคสของบริษัทโตโยต้า ซึ่งมีเรื่องถึงขั้นต้องปิดโรงงาน 2 แห่งในอินเดียชั่วคราว เนื่องจากการเจรจาเรื่องการขึ้นค่าจ้างระหว่างบริษัทกับสหภาพแรงงานล้มเหลว เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
ที่เล่ามามิได้ตั้งใจให้นักลงทุนไทยกลัวการลงทุนในอินเดีย แต่เล่าเพื่อให้ระมัดระวังและเตรียมตัวเตรียมใจพบและเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคโดยไม่ย่อท้อ เช่นเดียวกับนักลงทุนญี่ปุ่น ที่เข้ามาในอินเดียก่อนและประสบความสำเร็จในปัจจุบัน
และโดยที่เรื่องคนงานเป็นเรื่องสำคัญ บทเรียนของนักลงทุนญี่ปุ่นข้อหนึ่งคือ จงอย่าหยุดสื่อสารกับคนงานในโรงงาน
****************
ดร.พรพิมล สุคันธวณิช
รายงานจากสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจนไน
17 มิถุนายน 2557