เป็นที่หวั่นวิตกกันมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดีย หลังจากที่รัฐบาลประกาศจีดีพีไตรมาสแรกออกมาที่ 7.7% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดตั้งแต่ไตรมาสที่สามของปี 2552
คาดกันว่าในอีกสามไตรมาสที่เหลือของปี จีดีพีของแต่ละไตรมาสจะโตต่ำกว่าไตรมาสแรก และมีความเป็นไปได้ว่าจีดีพีทั้งปีอาจจะโตที่ระดับใกล้เคียง 7% ซึ่งต่ำกว่าประมาณการณ์ของรัฐบาลที่คาดไว้ 8%
สัญญาณอันตรายคือ ยิ่งอินเดียเติบโตชะลอลงมากเท่าไร ก็จะยิ่งเสียโอกาสในการสร้างงาน และที่สำคัญคือในแต่ละปีมีนักศึกษาสำเร็จการศึกษาปีละ 12 ล้านคน หากปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไขโดยเร็ว อินเดียจะยิ่งเสี่ยงมากขึ้นที่จะเผชิญกับแรงกดดันและความไม่สงบทางสังคมและการเมือง
อัตราการเติบโตของประเทศอินเดียเคยพุ่งถึงระดับ 9%-10% หลังจากที่ตกต่ำไปที่ระดับ 1.9% ในไตรมาสที่สี่ของปี 2544 แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจในตอนนี้ไม่ได้ทำได้ง่ายๆ เพราะรัฐบาลกำลังเจอกับปัญหาเงินเฟ้อพุ่งสูงอย่างไม่มีทีท่าจะหยุด ทั้งๆ ที่ธนาคารกลางงัดอาวุธขึ้นดอกเบี้ยกระหน่ำ 11 ครั้งตลอดระยะเวลา 18 เดือนที่ผ่านมา ราคาสินค้าอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งผักและผลไม้ยังคงไต่ระดับขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บอกว่าการขึ้นดอกเบี้ยทางเดียวอาจจะไม่ได้ผล เพราะการจะแก้ปัญเสถียรภาพด้านราคาต้องแก้ด้วยการเสริมอุปทานให้เพียงพอ แต่ตอนนี้ดูเหมือนธนาคารกลางของอินเดียไม่มีทางเลือกอื่น นอกจาก ขึ้นดอกเบี้ยอีกเป็นครั้งที่ 12 ในการประชุมครั้งถัดไป ซึ่งทำให้ภาคการลงทุน การบริโภค ความต้องการด้านการก่อสร้างโดนหางเลขไปเต็มๆ และที่สำคัญคือผลกระทบต่ออัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
ตัวฟ้องถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจที่ชัดเจนเริ่มมีรายการยาวขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นยอดขายรถที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่องในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม อัตราการเติบโตเพียง 1.2% ของภาคการก่อสร้างในไตรมาสที่หนึ่ง เปรียบเทียบกับ 5.1% ในไตรมาสก่อนปีที่แล้ว ในขณะที่อัตราเติบโต 3.9% ของภาคเกษตรยังเป็นที่กังวลว่าจะมีเสถียรภาพแค่ไหน แม้ว่าภาคบริการจะยังคงเติบโตในอัตราตัวเลขสองหลัก แต่การใช้จ่ายภาครัฐกำลังได้รับแรงกดดัน ในขณะที่การส่งออกสินค้าซอฟท์แวร์มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างต่อเนื่องในสหรัฐอเมริกา
เครื่องจักรเดียวที่พอจะพึ่งได้อย่างภาคการส่งออก ก็ไม่มีอะไรมารับประกัน แม้ว่าในเดือนกรกฎาคม การส่งออกของอินเดียจะเติบโตสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 82% ครั้นจะให้ภาครัฐกระตุ้นการลงทุน ก็ต้องเหลือบดูเพดานการก่อหนี้ เพราะแค่แรกไตรมาสเดียว ตัวเลขงบประมาณขาดดุลที่ตั้งไว้ก็กินพื้นที่ไปแล้ว 55% จากที่ประมาณการณ์ไว้ทั้งปี เทียบกับ 24% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่การจะตัดค่าใช้จ่ายในช่วงแปดเดือนที่เหลือของปีงบประมาณถูกบีบเหลือเพียงไม่กี่ทาง และที่ต้อนให้รัฐบาลจนมุมลึกเข้าไปอีกคือรายได้ภาครัฐลดลง
จากบทความใน Hindu Business Line
เขียนโดย Rajiv Kumar เลขาธิการ
Federation of Indian Chambers of Chammerce & Industry
สรุปความโดย
ปิยรัตน์ เศรษฐศิริไพบูลย์
5 กันยายน 2554