ค่าเงินรูปีอ่อนค่าลงมาต่ำสุดที่ 53.21 (เช้าวันที่ 13 ธันวาคม 2554) เทียบกับเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากความกังวลเรื่องวิกฤตหนี้ในยุโรปจะส่งผลให้การเติบโตของอินเดียชะลอตัว
ค่าเงินรูปีร่วงหนักมาอยู่ที่ 52.87 เมื่อวันจันทร์ (ที่ 12 ธันวาคม) หลังจากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนตุลาคมลดลง 5.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งลดลงต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้มาก
ค่าเงินยูโรร่วงหนักเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเชียอื่น สืบเนื่องมาจากความผิดหวังต่อการประชุมของสหภาพยุโรปซึ่งทำให้นักลงทุนคิดว่าอาจจะมีการลดอันดับความน่าเชื่อถือของยุโรปอีก
การอ่อนค่าลงของเงินรูปีกำลังส่งผลต่อภาระหนี้ของบริษัทอินเดียซึ่งมีหนี้ในรูปเงินตราต่างประเทศ โดยบริษัทอินเดียมีภาระหนี้เงินตราต่างประเทศระยะสั้นมูลค่ารวม 1.6 หมื่นล้านเหรียญที่จะครบกำหนดชำระในเดือนมีนาคม 2555 จากข้อมูลของ Crisil บริษัทลูกของ Standard & Poor’s ในอินเดีย
หนี้ส่วนใหญ่อยู่ในรูปพันธบัตรแปลงสภาพได้ ซึ่งสามารถแปลงสภาพเป็นสัดส่วนหุ้นในบริษัทของผู้ออกพันธบัตร อันเป็นคุณสมบัติที่น่าดึงดูดหากหุ้นของบริษัทผู้ออกเพิ่มมูลค่าขึ้น หรือมีมูลค่าเท่าจำนวนหนี้ บริษัทอินเดียหลายแห่งใช้เครื่องมือนี้ในการระดมทุนในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นของอินเดียกำลังอยู่ช่วงขาขึ้นเมื่อปี2005-2008โดยดัชนี Sensex พุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดในระดับเหนือ 21,000 จุดเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว
แต่จากนั้นมา ดัชนีร่วงลง 20% ซึ่งหมายความว่า ผู้ถือพันธบัตรต้องการการชำระเงินคืนมากกว่าการแปลงสภาพเป็นหุ้น ค่าเงินรูปีที่อ่อนค่าลงเกือบ 20% จากระดับสูงสุดของปี 2011 ในเดือนกรกฎาคม น่าจะสร้างความเสียหายให้บริษัทที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย
บริษัท Reliance Communications, Suzlon Energy และ Tata Motors เป็นบริษัทในกลุ่มที่นักวิเคราะห์ประเมินว่ามีหนี้ในรูปดอลลาร์จำนวนมากที่จะครบกำหนดชำระภายใน 12 เดือนข้างหน้า
หุ้นของ Reliance Communications ลดลงเกือบ 50% จากสิ้นปี 2010 มาอยู่ที่ 73.35 รูปี (10.30 น. วันที่13 ธันวาคม)
หุ้นของ Suzlon ลดลง 54.7% มาอยู่ที่ 21.65 รูปี (10.30 น. วันที่13 ธันวาคม)
หุ้นของ Tata Motors ลดลง 86% มาอยู่ที่ 178.95 รูปี (10.30 น. วันที่13 ธันวาคม)
จากข้อมูลของ Edelweiss บริษัทให้บริการด้านการเงินจากมุมไบ ระบุว่า 60% ของยอดพันธบัตรแปลงสภาพได้ เป็นการออกในช่วงที่ค่าเงินรูปีอยู่ที่ 42 หรือน้อยกว่านั้น เมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์ ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2008 ปัจจุบันค่าเงินรูปีอ่อนค่าที่สุดเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเชียอื่น
สรุปจาก Economic Times และ Financial Times
ปิยรัตน์ เศรษฐศิริไพบูลย์