ในขณะที่ทุกประเทศทั่วโลกกำลังเตรียมตัวรับมือผลกระทบวิกฤตเศรษฐกิจยูโร ที่คาดว่าจะกระทบภาคการส่งออกและการค้าเป็นสำคัญ อินเดียก็น่าจะโดนผลกระทบในเรื่องนี้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

จริงๆ แล้ว วิกฤตเศรษฐกิจยูโรเป็นเหมือนปัจจัยเพิ่มที่มาซ้ำเติมเศรษฐกิจของอินเดียที่ขณะนี้ย่ำแย่ ประสบปัญหาอัตราการเติบโตถดถอย ไม่เป็นไปตามเป้า หลายสำนักวิจารณ์ว่าเกิดจากการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาล
เศรษฐกิจภายในอินเดียตอนนี้ ราคาสินค้าและน้ำมันสูงขึ้น จีดีพีเติบโตตกต่ำ เหลือเพียง 5.3% ในไตรมาสแรกของปี 55 ทำให้ปีนี้ทั้งปีน่าจะโตเพียง 6.5% ลดจากที่คาดไว้ 7% (จากที่เคยพุ่งสูงสุด 9-10% เมื่อหลายปีก่อน) แถมค่าเงินรูปีก็อ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลาย พ.ค. 55 จนบัดนี้อยู่ที่ 56 รูปีต่อดอลลาร์สหรัฐฯ รัฐบาลปัจจุบันที่นำโดยพรรคคองเกรสจึงโดนโจมตีอย่างหนัก
ส่วนภาคการเงินการคลัง อินเดียก็ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูง รายได้รัฐน้อยกว่ารายจ่าย คิดเป็นเงินกว่า 5.1% ของจีดีพี ซึ่งเกิดจากปัจจัยหลายอย่างทั้งภายในและภายนอก โดยปัจจัยภายนอกที่สำคัญก็คือปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจยูโรที่เกิดขึ้นในยุโรปนี่เอง
สหภาพยุโรปหรืออียูมีความสำคัญทางเศรษฐกิจต่ออินเดียอย่างมาก ในแง่ตลาด อินเดียส่งออกไปอียูมากเป็นอันดับ 1 ในปี 2011 มูลค่าส่งออกสูงถึง 3,975 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ คิดเป็น 17.72% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ซึ่งเพิ่มจาก 3,002 ล้านดอลล่าร์สหรัฐในปี 2010 นอกจากนี้ สองฝ่ายก็อยู่ระหว่างการเจรจาความตกลงการค้าและการลงทุนเสรี หรือชื่อภาษาอังกฤษคือ Broad-based Trade and Investment Agreement (BTIA) ซึ่งใกล้จะเสร็จแล้ว และน่าจะได้ลงนามในเดือน พ.ย. 55 นี้ ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอินเดีย-อียู
จึงไม่น่าแปลกใจที่รัฐบาลอินเดียจะกังวลกับผลกระทบจากวิกฤตดังกล่าว โดยได้ออกมาตรการแก้ไขทั้งในระดับการแก้ปัญหาร่วมกับสถาบันการเงินระหว่างประเทศและการกระตุ้นกิจกรรมเศรษฐกิจภายใน ตัวอย่างล่าสุดคือ การที่อินเดียประกาศให้เงินช่วยเหลือ 1 หมื่นล้านดอลล่าร์สหรัฐ สนับสนุนกองทุนเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตยูโรของ IMF ร่วมกับกลุ่มประเทศ BRICS (ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจใหม่ 5 ประเทศ ได้แก่ บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้) ในระหว่างการประชุม G20 ที่เม็กซิโก ในเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา
นายกรัฐมนตรีมานโมฮัน ซิงห์ ของอินเดียที่เคยทำงานในธนาคารโลกและเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคลังมาก่อน ได้วิจารณ์ในสุนทรพจน์ระหว่างการประชุมว่าอียูใช้วิธีแก้ไขปัญหาที่ผิด และย้ำว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจจะต้องควบคู่ไปกับวินัยทางการเงินการคลัง
มาตรการหนึ่งที่อินเดียใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซาของประเทศคือการเร่งเครื่องส่งออกและลดการนำเข้า โดยมีนโยบายเพิ่มเติมสร้างแรงจูงใจแก่ผู้ผลิตเพื่อส่งออกของตัวเอง โดยตั้งเป้าการส่งออกปีนี้ให้เติบโต 20% (เท่ากับเป้าของรัฐบาลไทย) คิดเป็นประมาณ 3.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และตั้งเป้าจะให้เติบโตเพิ่มขึ้นอีก 39% ในปีหน้า
สำหรับผู้ผลิตเพื่อการส่งออก รัฐบาลอินเดียก็จะมีมาตรการช่วยเหลือการนำเข้าสินค้าทุนสำหรับการผลิต ขยายระยะเวลาดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 2 และยกเว้นภาษีนำเข้าต่อไปอีก 1 ปี นอกจากนี้ ยังออกใบอนุญาตยกเว้นภาษีนำเข้าวัตถุดิบแก่ผู้ส่งออก แถมยังให้สิทธิประโยชน์ในการผลิตเพื่อส่งออกในเขตต่างๆ ทั้ง SEZ และการค้าแบบ e-Commerce
ในส่วนของภาคเอกชนอินเดีย มีผลการสำรวจออกมาว่า แม้ภาคเอกชนมากกว่า 60% จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจดังกล่าว แต่ 30% กลับมองวิกฤตเป็นโอกาสในการขยายการลงทุนและนำเข้าเครื่องจักรและเทคโนโลยีจากยุโรปในราคาที่ถูกลง นอกจากนี้ ก็เริ่มมองหาตลาดส่งออกใหม่ แถบแอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บ้านเรา
แต่ที่น่าจะกระทบสำคัญ คือการที่รัฐบาลยุโรปจะเข้มงวดในเรื่องการขอวีซ่าหรือใบอนุญาตทำงานที่จะส่งผลต่อธุรกิจอินเดียที่จะขยายฐานไปลงทุนที่นั่น ซึ่งเอกชนที่ตอบแบบสอบถาม 25% แสดงความกังวล
ในส่วนของเอกชนไทยที่ค้าขายกับอินเดียและตั้งฐานผลิตอยู่ในแดนภารตะ ผลกระทบที่สำคัญจะอยู่ในภาคการส่งออก เพราะนอกจากภาวะเศรษฐกิจภายในอินเดียที่ถดถอยจากวิกฤตยูโรแล้ว ยังมีเรื่องค่าเงินรูปีที่อ่อนตัวลงด้วย
ส่วนเอกชนที่มาตั้งฐานผลิตอยู่ที่นี่และส่งออกไปตลาดยุโรปก็ได้ให้ข้อมูลกับ thaiindia.net ว่า จะได้รับผลกระทบพอสมควร แม้ในปีนี้ยอดมูลค่าการส่งออกยังไม่ลดลง แต่ปีหน้าน่าจะมีผลให้ลดลง 10-20% เพราะสินค้าระดับ high end ที่ส่งไปยุโรปมียอดขายต่ำลง และสินค้าใหม่ๆ ที่จะเข็นสู่ตลาดอาจจะไม่ได้รับการตอบรับที่ดี กลยุทธ์รับมือต่อไปก็อาจจะเป็นการหาตลาดใหม่รองรับสินค้า แทนที่ตลาดยุโรปที่เริ่มซบเซา
Thaiindia.net จะติดตามผลกระทบวิกฤตเศรษฐกิจยูโรต่ออินเดียมาให้ท่านทราบเป็นระยะ เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนของธุรกิจไทยในอินเดีย โปรดติดตามตอนต่อไปครับ
คณิน บุญญะโสภัต
รายงานจากกรุงนิวเดลี
11 กรกฎาคม 2555