ปัจจุบันการเดินทางไปท่องเที่ยวยังต่างประเทศนับเป็นกิจกรรมยอดนิยมอย่างหนึ่งของคนอินเดียที่มีฐานะดีและคนรุ่นใหม่ที่มีหน้าที่การงานดี อย่างไรก็ตาม การที่ค่าเงินรูปีอินเดียอ่อนตัวลงอย่างมากนับตั้งแต่ช่วงเดือน ส.ค. 2554 ได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการท่องเที่ยวต่างประเทศของคนอินเดียอยู่บ้าง แม้ขณะนี้จำนวนนักท่องเที่ยวอินเดียที่เดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศยังไม่ลดลงก็ตาม
โดยทั่วไปชาวอินเดียมักนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศในช่วงเทศกาลที่สำคัญๆ หรือในช่วงหยุดภาคฤดูร้อนของนักเรียน ประมาณช่วงเดือน มี.ค. - พ.ค. ซึ่งถือเป็นช่วงฤดูกาลยอดนิยม (peak season) โดยคิดเป็นสัดส่วนถึงประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ของการท่องเที่ยวต่างประเทศทั้งปี ซึ่งส่วนใหญ่นิยมเดินทางไปสหรัฐฯ ยุโรป ตะวันออกกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก แต่เมื่อค่าเงินรูปีของอินเดียได้อ่อนค่าลงฮวบฮาบและการขยายตัวทางเศรษฐกิจของอินเดียได้เริ่มชะลอตัวลง ทำให้คนอินเดียหันมาท่องเที่ยวในประเทศที่ไม่ไกลจากอินเดียมากยิ่งขึ้น เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
ประเทศที่ได้รับประโยชน์ดังกล่าว คือ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย กัมพูชา เวียดนาม ศรีลังกา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และมอริเชียส โดยกรุงเทพฯ ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของชาวอินเดีย ซึ่งคนอินเดียเห็นว่าคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปและอาจมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าการท่องเที่ยวในประเทศตัวเองเสียอีก

บริษัทนำเที่ยวในอินเดีย ไม่ว่าจะเป็น Thomas Cook India, Cox & Kings และ Expedia ต่างเห็นว่า ค่าเงินรูปีอินเดียที่อ่อนตัวลงอย่างมากไม่ได้ส่งผลกระทบต่อจำนวนการจองทัวร์ของบริษัทฯ เลย หนำซ้ำการจองทัวร์ยังเพิ่มขึ้นด้วย โดยในส่วนของ Thomas Cook India เพิ่มถึง 35 เปอร์เซ็นต์ และการจองบัตรโดยสารเครื่องบินเพิ่มขึ้นถึง 66 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพการท่องเที่ยวในต่างประเทศที่เข้มแข็งของคนอินเดีย
อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่คนอินเดียมักจะกำหนดเพดานค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวไว้และมีความพิถีพิถันในการใช้จ่ายเงิน ผลของค่าเงินรูปีที่อ่อนตัวลงก็คือการหันมาลดจำนวนวันท่องเที่ยวลง เช่น เคยไปเที่ยวยุโรป 10 วัน ก็ลดลงเหลือแค่ 7 วัน หรือเลือกเข้าพักโรงแรมที่ถูกลง หรือหันไปท่องเที่ยวในประเทศที่มีค่าใช้จ่ายไม่สูงนัก ทำให้มีนักท่องเที่ยวอินเดียจำนวนหนึ่งยกเลิกการไปท่องเที่ยวประเทศที่อยู่ไกล เช่น สหรัฐฯ และยุโรป และหันไปเที่ยวประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แทน ซึ่งการจองทัวร์ไปท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก ข้อมูลของ Pacific Asia Travel Association (PATA) ระบุว่า การท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการขยายตัวรวดเร็วที่สุดถึง 13 เปอร์เซ็นต์
นอกจากนักท่องเที่ยวอินเดียจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเดินทางไปประเทศที่ไม่ไกลจากอินเดียมากขึ้นแล้ว ยังหันมาท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้นด้วย โดยมีจุดหมายยอดนิยม เช่น Goa, Rajasthan, Kerala, Andamans, Kashmir, Leh, Ladakh, Sikkim และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ซึ่งแต่เดิมเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมของชาวต่างชาติ แต่ปัจจุบันชาวอินเดียก็นิยมไปที่เหล่านั้นมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม ที่พักตามแหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้หลายแห่งยังไม่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้เพียงพอและยังไม่ได้มาตรฐาน หรือหากเป็นที่ที่มีมาตรฐานก็มีราคาสูงมาก
ผู้เขียนเห็นว่า ตลาดท่องเที่ยวอินเดียเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปีตามการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจของประเทศ โดยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปท่องเที่ยวในต่างประเทศของอินเดียได้เพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าตัวในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ การอ่อนค่าลงของเงินรูปีอาจทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวอินเดียในบางประเทศลดลงบ้าง โดยเฉพาะที่อยู่ห่างไกลและต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง แต่กลับมีผลดีต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อยู่ใกล้บ้านและไม่แพงนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวอินเดีย ที่ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2555 นักท่องเที่ยวอินเดียที่เดินทางมาประเทศไทยมีจำนวน 504,634 คน เพิ่มขึ้นถึง 6.32 เปอร์เซ็นต์ จากช่วงเดียวกันของปี 2554
ผู้เขียนได้พูดคุยกับนักธุรกิจอินเดียหลายคนที่เมืองมุมไบ ที่ต่างชื่นชมประเทศไทยในแง่ความเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คุ้มค่าต่อเงินที่จ่ายและมีจุดเด่นในความเป็นมิตรและมีอัธยาศัยไมตรีของคนไทย จนบางคนพูดติดตลกว่า การจะส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยในอินเดียไม่ยาก เพียงแค่คนไทยพยายามรักษารอยยิ้มที่ให้แก่นักท่องเที่ยวชาวอินเดียเข้าไว้ เพียงแค่นี้ก็สามารถเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวชาวภารตะอีกหนึ่งเท่าตัวได้อย่างไม่ยากเย็น
ธีระพงษ์ วนิชชานนท์
รายงานจากเมืองมุมไบ
10 สิงหาคม 2555