ปัจจุบันระบบโลจีสติกส์ของอินเดียซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันการเจริญเติบโตของระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างครบวงจรยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรและจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงในระดับโครงสร้างพื้นฐานอีกมาก เพื่อให้สามารถสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างจริงจัง
โดยขณะนี้สัดส่วนค่าใช้จ่ายในด้านโลจีสติกส์ต่อ GDP ของอินเดียสูงถึง 13 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วเช่น สหรัฐฯ และเยอรมนีอยู่ที่เพียงราวๆ 8 – 9 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ระบบโลจีสติกส์ของอินเดียยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมากและมีพัฒนาการที่ค่อนข้างดีในระยะหลัง โดยได้รับความสนับสนุนจากนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนภาคอุตสาหกรรมของประเทศจาก 16 เปอร์เซ็นต์ ของ GDP ให้เป็น 25 เปอร์เซ็นต์ ในปี ค.ศ 2022 ซึ่งการปรับปรุงระบบโลจีสติกส์ให้มีอย่างเพียงพอ ทันสมัย และมีประสิทธิภาพนับเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว
ระบบโลจีสติกส์ของอินเดียมีมูลค่าการตลาดโดยรวมประมาณ 125,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยมีอัตราขยายตัวที่ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ และคาดว่ามูลค่าการตลาดในสาขานี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 190,000 – 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี ค.ศ 2020 (โดยมีการจ้างงานประมาณ 45 ล้านตำแหน่ง)
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาระบบโลจีสติกส์ของอินเดียส่วนใหญ่ยังดำเนินการโดยบริษัทขนาดเล็กที่ไม่ได้มีการจัดการที่ได้มาตรฐาน (unorganised) ทำให้ขาดประสิทธิภาพและไม่สามารถให้บริการในลักษณะครอบคลุมทั่วทั้งประเทศได้ ทั้งนี้ การดำเนินการของบริษัทที่มีการจัดการที่ได้มาตรฐาน (organised) มีสัดส่วนเพียงประมาณ 6 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และการใช้ระบบ Third Party Logistics ( 3PL) ก็ยังไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร มีสัดส่วนเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น

ระบบโลจีสติกส์ที่ยังต้องพัฒนามาตรฐาน
ในการจัดอันดับขีดความสามารถด้านโลจีสติกส์ของประเทศต่างๆ จำนวน 155 ประเทศทั่วโลกโดยธนาคารโลกเมื่อปี ค.ศ. 2010 อินเดียถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 47 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการขาดแคลน และความไม่มีประสิทธิภาพของระบบโลจีสติกส์ของประเทศ โดยมีค่าใช้จ่ายในด้านนี้สูงจากการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถนน ท่าเรือ ระบบราง และการเชื่อมต่อของระบบต่างๆ ดังกล่าวเข้าด้วยกันเพื่อให้ระบบโลจีสติกส์ไร้ตะเข็บ
นอกจากนั้น องค์ประกอบของระบบโลจีสติกส์ยังขาดแคลนและไม่ได้มาตรฐานทั้งเรื่อง คลังสินค้า ห้องเย็น บริการส่งขนสินค้า ระบบ supply chain, inventory management, และการดำเนินการกับสินค้าและการบรรจุหีบห่อ ทั้งนี้ การขนส่งสินค้าของอินเดียในปัจจุบัน ใช้การขนส่งทางถนนในสัดส่วนที่สูงถึงประมาณ 73 เปอร์เซ็นต์ จึงทำให้เครือข่ายถนนเป็นกระดูกสันหลังของระบบเศรษฐกิจและระบบโลจีสติกส์ของอินเดีย ทั้งที่การขนส่งทางถนนมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าและมีประสิทธิภาพต่ำกว่าการขนส่งทางทะเลและระบบราง แต่ขณะนี้ทางเลือกอื่นยังด้อยประสิทธิภาพเกินกว่าที่จะสามารถทดแทนหรือแบ่งเบาระบบขนส่งสินค้าทางถนนได้อย่างมีนัยสำคัญ
การขนส่งสินค้าทางทะเลซึ่งนับเป็นระบบโลจีสติกส์ที่ทั่วโลกนิยมใช้มากที่สุดและประหยัดที่สุด โดยทั่วโลกมีอัตราเฉลี่ยขนส่งสินค้าทางทะเลอยู่ที่ประมาณ 70 - 75 เปอร์เซ็นต์ แต่การขนส่งด้านนี้ของอินเดียยังนับว่ามีสัดส่วนที่ต่ำมาก โดยคิดเป็นประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของการขนส่งสินค้าทั้งหมด ทั้งที่อินเดียมีชายฝั่งทางทะเลที่ยาวเหยียดกว่า 6,000 กิโลเมตร และมีท่าเรือที่สำคัญ 12 แห่ง รวมถึงท่าเรือขนาดเล็กอีก 187 แห่ง
ในช่วงปี ค.ศ. 2011/2012 อินเดียมีการขนส่งทางทะเลจำนวน 7.5 ล้าน TEUs (TEU - twenty-foot equivalent unit) และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 15 ล้าน TEUs ในปี ค.ศ. 2016 โดยมีการขยายตัวประมาณร้อยละ 12 ต่อปี แต่กระนั้นความสามารถในด้านนี้ของอินเดียยังนับต่ำกว่าจีนมาก โดยจีนมี capacity ในการขนส่งสินค้าได้ถึง 100 ล้านTEUs ต่อปี การขาดแคลนท่าเรือและระบบการจัดการที่ท่าเรือที่ดี รวมถึงการไม่มีกองเรือบรรทุกสินค้าของตนเองอย่างเพียงพอได้ก่อให้เกิดความล่าช้า การคลั่งคอขวดและเพิ่มค่าใช้จ่ายในด้านโลจีสติกส์ อีกทั้งทำให้การส่งออกและนำเข้าสินค้าของอินเดียจำนวนมากต้องขนถ่ายผ่านท่าเรือต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ โคลัมโบและดูไบด้วย โดยขณะนี้การขนส่งสินค้าทางทะเลของอินเดียได้ใช้เรือต่างชาติถึงประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์
อนาคตโลจีสติกส์อินเดีย
การพัฒนาระบบโลจีสติกส์ของอินเดียในขณะนี้ยังนับว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่มีพัฒนาการที่ดีในช่วง 10 ปีผ่านมา โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญคือ การปรับปรุงระบบภาษี การเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ เวชภัณฑ์ ค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้ง มีการลงทุนในด้านโลจิสติกส์อย่างมากในธุรกิจสาขาการบิน โลหะและแร่ธาตุและการผลิตสินค้าคงทน (consumer durables) และบริษัทต่างๆ เริ่มนิยมการ outsourcing ด้านโลจีสติกส์มากขึ้น อีกทั้งเริ่มมีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในสาขานี้ด้วย ทำให้ระบบโลจีสติกส์ของอินเดียได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นตามลำดับ
ในระยะต่อไป ปัจจัยที่จะผลักดันให้สาขานี้เติบโตอย่างต่อเนื่องคือ การเติบโตของการค้าปลีกสมัยใหม่ การเติบโตของการค้าต่างประเทศและการขยายตัวของภาคการผลิตอุตสาหกรรมของอินเดีย โดยมีมาตรการของรัฐบาลอินเดียในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจีสติกส์เป็นปัจจัยส่งเสริมที่สำคัญ อาทิ โครงการ golden quadrilateral project, ระเบียงเศรษฐกิจ east-west and north-south corridors ที่เชื่อมเมืองสำคัญหลักๆ ของประเทศและ Free Trade and Warehousing Zones (FTWZ) ซึ่งโครงการต่างๆ ดังกล่าวมีบริษัทเอกชนเข้าร่วมลงทุนด้วย
โลจีสติกส์จะเป็นเรื่องหลักของการพัฒนาอินเดีย
การที่อินเดียยังขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจีสติกส์ที่ได้มาตรฐานและรัฐบาลอินเดียได้ให้ความสำคัญกับการจัดหาสาขานี้ให้เพียงพอโดยได้บรรจุเป็นเรื่องเร่งด่วนในแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี ฉบับที่ 12 จึงนับเป็นโอกาสที่ดีของภาคเอกชนไทยที่จะไปสำรวจลู่ทางในการลงทุนหรือรับงานในการจัดหาระบบโลจีสติกส์ให้แก่อินเดีย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรับสัมปทานก่อสร้างเครือข่ายถนน รางรถไฟ ท่าอากาศยาน และท่าเรือ หรือการลงทุนในด้านโลจีสติกส์อื่นๆ อาทิ คลังสินค้า ห้องเย็น และบริการขนส่งสินค้า เป็นต้น ซึ่งขณะนี้ บริษัทใหญ่ๆ ของโลกได้ไปลงทุนในด้านนี้บ้างแล้ว อาทิ บริษัท Gazaley Broekmen (บริษัทที่จัดการด้านโลจีสติกส์ให้แก่ Walmart) บริษัท CH Robinson และบริษัท Kerry Logistics นอกจากนั้น บริษัทยักษ์ใหญ่ของอินเดียก็ได้มีการลงทุนในด้านนี้ด้วย อาทิ บริษัท Tata, Reliance และ Bhati Group โดยคาดว่า ส่วนแบ่งของบริษัทที่มีการจัดการในด้านโลจีสติกส์ที่ได้มาตรฐานจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์
ในปี ค.ศ. 2015 ทั้งนี้ ลู่ทางการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในสาขานี้ รัฐทางภาคตะวันตกของอินเดียดูจะได้เปรียบกว่าภูมิภาคอื่น เนื่องจากเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศและมีความเจริญสูงกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐมหาราษฏระและรัฐคุชราต ซึ่งขณะนี้มีโครงสร้างพื้นฐานที่หลากหลายและพัฒนาอย่างรวดเร็วและบริษัทยักษ์ใหญ่ของอินเดียเกือบทั้งหมดก็มีฐานธุรกิจอยู่ที่เมืองมุมไบ
ธีระพงษ์ วนิชชานนท์
รายงานจากเมืองมุมไบ
16 สิงหาคม 2555