ปัญหาไฟฟ้าอินเดียในปัจจุบัน
ปัจจุบันการขาดแคลนไฟฟ้านับเป็นปัญหาสำคัญยิ่งยวดของอินเดีย ซึ่งกระทบต่อศักยภาพการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ (blackout) ของอินเดียเมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2555 ส่งผลให้มีไฟฟ้าดับในรัฐต่างๆ ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือรวม 21 รัฐ เป็นเวลาหลายชั่วโมง ซึ่งได้สะท้อนให้เห็นถึงความหนักหน่วงของปัญหาดังกล่าว โดยคาดว่าได้สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศเป็นมูลค่าถึง 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกระทบต่อประชาชนถึง 600 ล้านคนหรือเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งประเทศ ทั้งนี้ สาเหตุของการเกิดไฟฟ้าดับเนื่องจากระบบส่งกระแสไฟฟ้า (grid) จำนวน 3 ตัว ในภูมิภาคดังกล่าวล้มเหลวพร้อมๆ กัน
ที่ผ่านมาอินเดียยังผลิตกระแสไฟฟ้าได้ต่ำกว่าความต้องอยู่ประมาณร้อยละ 10.1 โดยขณะนี้ทั่วประเทศมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมกันประมาณ 205,339 MW แต่การผลิตกระแสไฟฟ้าได้จริงยังต่ำกว่ากำลังผลิตดังกล่าว จากปัจจัยหลายประการ อาทิ การขาดแคลนเชื้อเพลิง การปิดโรงงานไฟฟ้าเพื่อซ่อมบำรุงและการล่มหรือติดขัดของระบบส่งกระแสไฟฟ้า ซึ่งปัญหาดังกล่าวทำให้การผลิตไฟฟ้าในบางช่วงลดลงต่ำเหลือเพียง 130,000 MW เท่านั้น
มีการประเมินสาเหตุของการเกิดไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ว่าเกิดจากปริมาณฝนในช่วงฤดูมรสุมมีน้อยกว่าปกติทำให้การผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังน้ำลดลง และการที่เกษตรกรต้องใช้เครื่องปั๊มน้ำมาทำการเกษตรเพิ่มมากขึ้น นอกจากนั้น ยังเกิดจากโรงงานไฟฟ้าขาดแคลนถ่านหินไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เต็มกำลังการผลิต รวมถึงรัฐต่างๆ ได้ดึงกระแสไฟฟ้าไปใช้เกินกว่าโควตาที่ได้รับ เพื่อเอาใจประชาชนในรัฐที่เป็นฐานเสียงของรัฐบาลท้องถิ่น ทั้งที่มีหน่วยควบคุมการใช้ไฟฟ้าระดับภูมิภาค (regional load despatch centres (RLDCs) คอยควบคุมกำกับดูแลการใช้ไฟฟ้าของรัฐต่างๆ ให้สมดุลกับกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้า
ทั้งนี้ ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญได้เสนอให้อินเดียลงทุนติดตั้งระบบ smart grid technology ดังที่ใช้อยู่ในสหรัฐฯ และยุโรปที่สามารถตรวจสอบปริมาณการใช้กระแสไฟฟ้าได้คิดเป็นวินาที ทำให้สามารถป้องกันการใช้ไฟฟ้าเกินกำลังการผลิตได้ และเทคโนโลยีนี้ยังจะช่วยให้สามารถจำกัดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับให้อยู่ในวงแคบไม่ให้ลุกลามไปในวงกว้างดังเช่นที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2555 ด้วย
นอกจากปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับครั้งใหญ่แล้ว การขาดแคลนสายส่งไฟฟ้ากำลังสูง (high voltage direct current lines (HVDC) ก็น่าจะมีส่วนด้วย โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อินเดียได้มีการวางสายส่ง HVDC เพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 3,000 cubic kms (ckm) จากเป้าหมายที่ต้องติดตั้งเพิ่มขึ้นจำนวน 85,000 ckm ซึ่งการขาดแคลนดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการส่งกระแสไฟฟ้าและทำให้ HVDC ที่มีอยู่ต้องทำงานอย่างหนัก มีการประเมินกันว่า อินเดียยังขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานในการจ่ายกระแสไฟฟ้าอยู่อีกประมาณร้อยละ 20 และที่มีอยู่ก็เก่าและอยู่ในสภาพย่ำแย่ นอกจากนั้น รัฐบาลของรัฐต่างๆ ก็มีส่วนรับผิดชอบในเรื่องนี้ด้วย จากการความล้มเหลวที่ไม่สามารถเพิ่มการติดตั้งระบบการจ่ายกระแสไฟฟ้าได้อย่างเพียงพอ รวมถึงไม่ยอมให้บริษัทจ่ายกระแสไฟฟ้า (discoms) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ปรับเพิ่มค่าไฟฟ้าให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อคะแนนนิยมของ รัฐบาลรัฐ
ทั้งนี้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ค่าไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้นโดยรวมเฉลี่ยเพียงร้อยละ 5 แต่รายได้ต่อหัวของประชากรและรายจ่ายต่อครัวเรือนของคนอินเดียได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 23.4 และ 10.6 ตามลำดับ ปัญหาดังกล่าวทำให้บริษัทจ่ายกระแสไฟฟ้าขาดทุนสะสมจำนวนมากจนต้องค้างชำระค่าไฟฟ้าต่อโรงงานผลิตไฟฟ้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นของบริษัทเอกชน แต่ขณะนี้รัฐบาลกลางมีแนวคิดที่จะเข้าไปช่วยปรับโครงสร้างหนี้ให้แก่บริษัทจ่ายกระแสไฟฟ้าแล้ว โดยมีเงื่อนไขให้บริษัทจ่ายกระแสไฟฟ้าต้องปรับขึ้นค่าไฟฟ้า ลดอัตราการสูญเสียไฟฟ้าจากการส่งจ่ายกระแสไฟฟ้า ลดการอุดหนุนค่าไฟฟ้าและรัฐบาลท้องถิ่นต้องปรับปรุงการบริหารของบริษัทจ่ายกระแสไฟฟ้าด้วย ข้อสำคัญที่สุดคือจำเป็นที่จะต้องมีการขึ้นค่าไฟฟ้า ซึ่งบางรัฐก็ได้เริ่มดำเนินการไปบ้างแล้วเช่น เดลี ทมิฬนาฑู และปัญจาบ ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับเจตนารมณ์ทางการเมืองของรัฐต่างๆ ในเรื่องนี้

อนาคตไฟฟ้าอินเดีย
แม้อินเดียจะขาดแคลนไฟฟ้าแต่ที่ผ่านมาก็สามารถเพิ่มกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าได้พอสมควร โดยในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 11 (สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2555) สามารถเพิ่มกำลังผลิตได้จำนวน 55,000 MW ซึ่งเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นมากกว่าที่เพิ่มขึ้นในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 8, 9, และ 10 รวมกัน แต่ถึงกระนั้นก็ยังต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 78,000 MW ซึ่งการไม่บรรลุเป้าหมายดังกล่าวติดขัดที่เรื่องการจัดหาเชื้อเพลิง ความล่าช้าในการอนุมัติด้านสิ่งแวดล้อม และการจัดหาที่ดิน ทั้งนี้ ในช่วงแผนพัฒนาฉบับที่ 12 อินเดียได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มกำลังผลิตโดยรวมไว้ที่ 100,000 MW
ต่อปัญหาไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ ภาคเอกชนได้ออกมาวิจารณ์ว่า การขาดแคลนไฟฟ้านับเป็นปัญหาสำคัญของอินเดีย ที่ผ่านมามีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมากแต่อุปสงค์ยังก้าวไม่ทันอุปทาน และควรมีการปรับปรุงระบบจ่ายกระแสไฟฟ้าและปรับขึ้นราคาค่าไฟฟ้าเพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ส่วนพรรคฝ่ายค้านได้วิจารณ์รัฐบาลว่า ไม่มีใครออกมาแสดงความรับผิดชอบในหายนะครั้งนี้ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความชะงักงันในการกำหนดนโยบายของประเทศ โดยนาย M. Veerappa Moily รมว. พลังงานอินเดียคนใหม่ได้ออกมายอมรับถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการปฏิรูปด้านพลังงานอย่างจริงจังและจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากรัฐต่างๆ ด้วย
ข้อสังเกตและข้อคิดเห็น
การเกิดไฟฟ้าดับครั้งใหญ่นี้ ได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของภาคเอกชนและนักลงทุนอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ได้เกิดขึ้นในช่วงที่อินเดียกำลังประสบกับปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการลดลงของการลงทุนจากต่างประเทศ ทั้งนี้ แม้ปัญหาข้างต้นจะก่อให้เกิดผลลบต่อความเชื่อมั่นของประเทศแต่ขณะเดียวกันก็อาจเป็นแรงกระตุ้นให้รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจังและเร่งด่วนด้วย
ปัญหาสำคัญของการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าของอินเดียคือ การขาดแคลนถ่านหิน ซึ่งทำให้โรงงานไฟฟ้าไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างเต็มกำลัง แต่ล่าสุดเมื่อต้นเดือน ส.ค. 2555 บริษัท Coal India Limited (CIL) ซึ่งผูกขาดการจัดหาถ่านหินในประเทศให้แก่โรงไฟฟ้าได้ออกมาประกาศผูกมัดตนเองที่จะต้องดำเนินการให้บรรลุเป้าการจัดหาถ่านหินในอัตราร้อยละ 80 ให้แก่โรงงานไฟฟ้าให้ได้ ซึ่งหากไม่สามารถดำเนินการได้ก็ยินยอมที่จะเสียค่าปรับเป็นเปอร์เซนต์ลดหลั่นตามจำนวนที่พลาดเป้า โดยจะจ่ายค่าปรับสูงสุด ที่ร้อยละ 40 เพิ่มขึ้นอย่างมากจากที่เคยกำหนดจ่ายค่าปรับเพียงร้อยละ 0.01 ที่ทำให้ CIL ไม่มีมูลเหตุจูงใจที่จะดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว คาดว่า CIL จะจัดหาถ่านหินในประเทศร้อยละ 65 และนำเข้าร้อยละ 15 นอกจากนั้น ภาคเอกชนมีแนวคิดที่จะเสนอให้รัฐบาลแปรรูป CIL เป็นของเอกชนและแตกเป็นบริษัทเล็กๆหลายบริษัทเพื่อให้การดำเนินการจัดหาถ่านหินคล่องตัวยิ่งขึ้น
ธีระพงษ์ วณิชชานนท์
รายงานจากเมืองมุมไบ
21 สิงหาคม 2555