เมื่อเดือน ก.ค. 2555 คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์อินเดีย (Securities and Exchange Board of India - SEBI) ได้ยกระดับตลาดหลักทรัพย์ MCX-SX ให้เป็นตลาดหลักทรัพย์ระดับชาติอีกแห่งหนึ่งของอินเดีย โดยอนุญาตให้สามารถทำการซื้อขายหลักทรัพย์ได้อย่างเต็มรูปแบบทั้งหุ้นและตราสารหนี้และผลิตภัณฑ์อื่นๆ อาทิ interest rate derivatives, equity, equity derivatives และ wholesale debt

MCX - SX นับเป็นตลาดหลักทรัพย์ระดับชาติแห่งที่ 3 ของอินเดีย เพิ่มเติมจากที่มีอยู่เดิม 2 แห่ง คือ Bombay Stock Exchange (BSE) และ National Stock Exchange (NSE) ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ทั้งสามแห่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองมุมไบ
ตลาดหลักทรัพย์ MCX-SX เริ่มเปิดดำเนินการครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 โดยเป็นการร่วมทุนระหว่าง Financial Technologies India (FT) และ Multi Commodity Exchange (MCX) ซึ่งในช่วงเริ่มต้นของการดำเนินการ MCX-SX ได้รับอนุญาตจาก SEBI ให้สามารถทำการซื้อขายได้เฉพาะ currency derivatives เท่านั้น เนื่องจากโครงสร้างผู้ถือหุ้นและการดำเนินการของ MCX-SX ยังไม่สอดคล้องกับกฎระเบียบด้านสัดส่วนการถือครองหุ้น (share holding) และกฎระเบียบอื่นๆ ซึ่ง SEBI ได้กำหนดให้ MCX-SX ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎระเบียบก่อนที่จะอนุมัติให้สามารถซื้อขายหลักทรัพย์ได้เต็มรูปแบบและเป็นตลาดหลักทรัพย์ระดับชาติ อาทิ FT และ MCX ต้องขาย warrants ของตนใน MCX-SX ออกไปจำนวนร้อยละ 60 ภายในเวลา 36 เดือน รวมทั้งต้องลดสัดส่วนการถือครองหุ้นใน MCX-SX จากร้อยละ 10 ให้เหลือร้อยละ 5 ภายในเวลา 18 เดือน ซึ่งทั้ง FT และ MCX ก็สามารถดำเนินให้การบรรลุเงื่อนไขดังกล่าวแล้ว
นักวิเคราะห์ประเมินว่า การที่ MCX-SX ได้รับอนุมัติให้สามารถทำการซื้อขายหุ้นและตราสารหนี้ได้อย่างเต็มรูปแบบจะทำให้เกิดการแข่งขันมากขึ้นในวงการตลาดหลักทรัพย์ของอินเดีย ซึ่งจะส่งผลดีต่อการซื้อขายหลักทรัพย์และทำให้มูลค่าหุ้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะสั้น รวมทั้งปริมาณการซื้อขาย (trading volumes) จะเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงต่อไป ทั้งนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลอินเดียมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนในตลาดทุน โดยสนับสนุนให้มีการลงทุนเพิ่มขึ้นในกองทุนรวมและการประกันภัยที่ส่วนใหญ่อยู่ในรูปผลิตภัณฑ์ตราสารหนี้ รวมทั้งได้ผ่อนคลายกฎระเบียบให้นักลงทุนต่างชาติประเภทสถาบันและรายย่อยสามารถลงทุนเพิ่มขึ้นในตลาดหลักทรัพย์อินเดียด้วย
การที่ MCX-SX ได้รับการยกระดับให้เป็นตลาดหลักทรัพย์ระดับชาติแห่งที่ 3 ของอินเดียในช่วงเวลานี้ เป็นทั้งโอกาสและมีข้อเสียเปรียบ กล่าวคือ โดยที่ขณะนี้อินเดียยังมีผู้ซื้อขายหลักทรัพย์ (demat holders) จำนวนไม่มากนักประมาณ 20 ล้านบัญชี ย่อมเป็นโอกาสให้ MCX-SX สามารถขยายฐานผู้ซื้อขายหลักทรัพย์ได้อีกมาก อย่างไรก็ตาม ด้วยภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวของอินเดียในขณะนี้ ทำให้ผู้ค้าหลักทรัพย์รายย่อยได้ลดการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ลงพอสมควร อีกทั้งการที่ MCX-SX อยู่ในฐานะเป็นผู้มาทีหลังย่อมเสียเปรียบตลาดหลักทรัพย์เดิมอย่าง BSE และ NSE เนื่องจากบริษัทใหญ่ๆ ส่วนใหญ่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้ง 2 แห่งไปแล้ว และบริษัทที่คิดจะจดทะเบียนใหม่มักนิยมที่จะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เก่าที่มีความมั่นคง (established exchanges) มากกว่าตลาดหลักทรัพย์ใหม่ ซึ่งในช่วงแรกจะทำให้ MCX-SX เสียเปรียบในการดึงดูดนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนประเภทสถาบัน ซึ่งจะมีผลทำให้ MCX-SX มีความยากลำบากในการโน้มน้าวให้บริษัทต่างๆ หันมาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของตน
อย่างไรก็ตาม MCX-SX ก็มีจุดแข็งอยู่เช่นกันจากการที่เป็นการร่วมทุนระหว่าง Financial Technologies India (FT) และ Multi Commodity Exchange (MCX) ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและมีฐานลูกค้าเดิมอยู่ก่อนแล้วอาจสามารถดึงดูดบริษัทลูกค้าเหล่านี้ให้เข้ามาจดทะเบียนใน MCX-SX ในช่วงเริ่มดำเนินการได้
เป็นที่น่าสังเกตว่า การที่รัฐบาลอินเดียยกระดับ MCX-SX ให้เป็นตลาดหลักทรัพย์ระดับชาติแห่งที่ 3 ของประเทศมีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้มีช่องทางในการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เพิ่มมากขึ้น และให้สอดรับกับพัฒนาการทางเศรษฐกิจของประเทศและการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศในตลาดดังกล่าว อีกทั้งอาจมีเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลกอีกแห่งหนึ่งในอนาคตด้วย ซึ่งแน่นอนว่า การเข้าร่วมเป็นตลาดหลักทรัพย์ระดับชาติแห่งที่ 3 ของ MCX-SX ย่อมทำให้การแข่งขันในด้านนี้เข้มข้นยิ่งขึ้น ซึ่งย่อมเป็นผลดีต่อตลาดทุนของอินเดียโดยรวม อนึ่ง ปัจจุบันอินเดียมีตลาดหลักทรัพย์ 8 แห่งที่ได้รับการรับรองจาก SEBI
สำหรับ BSE หรือ Bombay Stock Exchange เป็นตลาดหลักทรัพย์ที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชีย ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2418 โดยขณะนี้นับเป็นตลาดหลักทรัพย์ที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 6 ในเอเชียและอันดับที่ 14 ในโลก โดยมีบริษัทจดทะเบียนตามราคาตลาดประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วน NSE เป็นตลาดหลักทรัพย์ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 16 ของโลก ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2535 โดยมีบริษัทจดทะเบียนตามราคาตลาดประมาณ 985,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ ตามข้อมูลของ World Federation of Exchanges data ประจำเดือน มิ.ย. 2555 ตลาดหลักทรัพย์ NSE มีการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นมูลค่า 35.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ BSE มีการทำการซื้อขายประมาณ 7.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าขณะนี้การซื้อขายหลักทรัพย์ใน NSE เริ่มแซงหน้า BSE ที่มีความเก่าแก่กว่าอย่างน้อยก็ในบางช่วงแล้ว
ธีระพงษ์ วนิชชานนท์
รายงานจากเมืองมุมไบ
29 สิงหาคม 2555