
1. รัฐบาลอินเดียตกลงที่จะสร้างโครงการถนนและทางหลวงในต่างประเทศ
India to take up road and highway projects abroad: Minister Nitin Gadkari
นิวเดลี: รัฐบาลอินเดียกำลังวางแผนที่จะจัดตั้งบริษัทของรัฐบาลในชื่อ National Highways Authority of India (NHAI) ซึ่งจะทำหน้าที่ในการทำงานหรือรับทำโครงการเกี่ยวกับ การก่อสร้างถนนและทางหลวงในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้ พร้อมกันนี้ อินเดียยังตั้งตารอที่จะจัดตั้งกิจการร่วมค้าสำหรับการก่อสร้างถนนในประเทศเพื่อนบ้านด้วย ทั้งนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม Nitin Gadkari กล่าวว่ากระทรวงฯ กำลังพิจารณาข้อเสนอ ในการเปิดตัวโครงการ "NHAI International" เพื่อดำเนินโครงการก่อสร้างถนนและทางหลวงในต่างประเทศ

ที่มาภาพ : economictimes.indiatimes.com
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า บริษัทดังกล่าวอาจอยู่ในรูปของนิติบุคคล เฉพาะกิจ (Special Purpose Vehicle: SPV) ซึ่งจะทำงานร่วมกับบริษัทต่างชาติเพื่อทำโครงการใน ต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคมกล่าวเพิ่มเติมว่าอินเดียมี ความพยายามอย่างยิ่งที่จะมีส่วนร่วม ในการก่อสร้างถนนในประเทศเพื่อนบ้านเช่นในอิหร่าน เนปาล ภูฏาน บังคลาเทศ พม่าและศรีลังกาผ่านกิจการร่วมค้า Gadkari กล่าวกับ IANS ว่ารัฐบาลอินเดียกำลังส่งเสริมโครงการก่อสร้างถนนโดยร่วมมือกับบริษัทเอกชนในเนปาล ภูฏาน บังคลาเทศ พม่า และศรีลังกา ทั้งนี้ศรีลังกาได้ตกลงที่จะจัดสรรโครงการถนนสองแห่งในภาคเหนือของศรีลังกาให้กับหน่วยงานดังกล่าวของรัฐบาลในการดำเนินการ
นอกจากนี้รัฐบาลอินเดียยังมีแผนที่จะพัฒนาโครงการถนนในประเทศอิหร่านในฐานะส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาท่าเรือ Chabahar ในขณะที่ส่วนการดำเนินงานภายในประเทศนั้น รัฐมนตรีกล่าวว่ามีเป้าหมายที่จะก่อสร้างถนนให้ได้มากกว่า 40 กิโลเมตรต่อวันภายในปีหน้า โดย เขากล่าวเสริมว่าปัจจุบันอินเดียมีศักยภาพในการก่อสร้างถนนมากยิ่งขึ้นโดยในช่วง 3 ปี ที่แล้ว สามารถดำเนินการก่อสร้างถนนได้เพียงวันละ 2 กิโลเมตร จนปัจจุบันสามารถดำเนินการได้วันละ 23 กิโลเมตร ทั้งนี้โครงการต่างๆ เช่นการก่อสร้างถนน ทางหลวง อุโมงค์ สะพานข้ามถนน สิ่ง อำนวยความสะดวกริมถนนและโครงการที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ เช่นสภาพอากาศและปัญหาในท้องถิ่น
ตามการคาดการณ์ ปัจจุบันอินเดียมีเครือข่ายถนนที่ยาวที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ที่มีระยะทาง เกินกว่า 5 ล้านกิโลเมตร เครือข่ายประกอบด้วยทางหลวงแผ่นดิน ทางหลวงของรัฐ ถนนสายหลัก และถนนในชนบท สิ่งที่น่าสนใจคือถนนหลวงและทางด่วนมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 2 แต่กลับมีการใช้งานเพื่อการคมนาคมและการขนส่งสินค้าถึงกว่าร้อยละ 40 ด้วยข้อจำกัดดังกล่าวส่งผลต่อการใช้ความเร็วบนท้องถนนส่งผลให้รถบรรทุกสินค้าสามารถเดินทางได้เพียงวันละ 225-250 กิโลเมตร ทั้งนี้เป้าหมายโดยรวมคือการเพิ่มทางหลวงยาวถึงสองแสนกิโลเมตร แต่ความล่าช้าในการซื้อที่ดิน และการลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวลงกำลังสร้างปัญหาต่อเป้าหมายดังกล่าว
สำหรับงบประมาณในช่วงปี 2017-2018 มีการจัดสรรเงินกว่า 6.4 แสนล้านรูปีให้กับ National Highways Authority of India สำหรับถนนสายหลักและถนนหลวง รวมถึงเงินกว่า 2.7 แสนล้านรูปีสำหรับการก่อสร้างถนนในชนบท อย่างไรก็ตามการก่อสร้างถนนและทางหลวงไม่ สามารถก้าวไปข้างหน้าได้โดยอัตโนมัติ เนื่องจากกว่าโครงการ 400 โครงการติดขัดจากปัญหาเกี่ยวกับการครอบครองที่ดิน การเวนคืนที่ดิน สิ่งแวดล้อม การจัดการป่าไม้และการสร้างสะพานข้ามทางรถไฟ
บทวิเคราะห์: จากเนื้อข่าวจะเห็นได้ว่ารัฐบาลอินเดียมีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะขยาย โครงข่ายการคมนาคมขนส่งทั้งภายในประเทศ และภายในภูมิภาคเอเชียใต้ เพื่อให้เกิดความ สะดวกในการขนส่งและการคมนาคมให้มายิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของ ประเทศอินเดีย รวมถึงเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อตอบสนองต่อการลงทุนที่เพิ่มขึ้นภายในประเทศ รวมถึงการบริโภคสินค้าที่หลากหลายมากยิ่งขึ้นภายในประเทศด้วย สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อไทยในส่วนของการจูงใจนักลงทุนเข้ามาภายในประเทศ แต่ในขณะเดียวกันถือเป็นโอกาสของนักลงทุนไทยในประเทศอินเดียด้วย
ข้อเสนอแนะ: ควรวิเคราะห์การเชื่อมโยงโครงข่ายการคมนาคมของอินเดีย โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่อินเดียต้องการเชื่อมโยงกับเมียนมาร์ ซึ่งจะเชื่อมต่อมายังประเทศไทยได้ อันจะส่งเสริมศักยภาพของระบบเศรษฐกิจไทยในการค้ากับประเทศอินเดีย และภูมิภาคเอเชียใต้
Source: THE ECONOMIC TIMES. 04 June, 2017
2. อินเดียแซงหน้าประเทศจีนติดหนึ่งใน 10 ประเทศตามดัชนีการค้าปลีกโลก
India overtakes China to top global retail index: Study
สิงคโปร์: อินเดียแซงหน้าประเทศจีนในการติดโผเป็น 1 ใน 10 ประเทศ ท่ามกลางประเทศกำลังพัฒนากว่า 30 ประเทศ เกี่ยวกับเรื่องของความง่ายในการทำธุรกิจ ตามการศึกษาที่อ้างถึงเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วของอินเดีย การผ่อนคลายกฎระเบียบ FDI และการเติบโตของการบริโภคอันเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ

ที่มาภาพ : economictimes.indiatimes.com
ดัชนีการค้าปลีกโลกในปี 2017 ( Global Retail Development Index - GRDI) ซึ่ง เป็นการจัดอันดับครั้งที่ 16 ได้มีการศึกษาประเทศกำลังพัฒนาที่มีการลงทุนด้านการค้าปลีกรายใหญ่ที่สุด 30 ประเทศทั่วโลก โดยวิเคราะห์ตัวแปรทางเศรษฐกิจมหภาคและการค้าปลีกจำนวน 25 ตัวแปร เศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วของอินเดีย การผ่อนคลายกฎการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการขยายตัวของการบริโภค เป็นแรงผลักดันสำคัญสำหรับการจัดอันดับสูงสุดของอินเดียใน GRDI
ทั้งนี้การจัดอันดับของดัชนีดังกล่าวในธีม The Age of Focus ได้จัดอันดับประเทศจีนไว้ ในอันดับที่ 2 ถึงแม้จะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมที่ลดลง แต่ขนาดของตลาดและ วิวัฒนาการของการค้าปลีกยังคงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้จีนเป็นตลาดที่น่าสนใจที่สุดสำหรับการ ลงทุนด้านการค้าปลีก บริษัท ที่ปรึกษาด้านการจัดการ AT Kearney กล่าวในรายงานว่างานวิจัยนี้ มีลักษณะเฉพาะที่ทำให้ไม่เพียงระบุตลาดที่น่าสนใจที่สุดในปัจจุบัน แต่ยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพในอนาคตภาคการค้าปลีกในอินเดียมีการเติบโตในอัตราร้อยละ 20 ต่อปี ยอดขายรวมทะลุ 1 พันล้านดอลลาร์ในปีที่แล้วและภาคธุรกิจคาดว่าจะมีขนาดเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายในปี 2563
ทั้งนี้กลุ่มให้คำปรึกษาในการลงทุนกล่าวว่าการกลายเป็นเมืองอย่างรวดเร็ว และกลุ่มชนชั้นกลางที่กำลังเติบโตที่มีระดับรายได้สูงขึ้นช่วยเพิ่มการบริโภคทั่วประเทศ ในขณะที่การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลในการผ่อนคลายระเบียบข้อบังคับ FDI ในภาคสำคัญของภาคการค้าปลีก ได้ช่วยสนับสนุนการขยายตัวของประเทศต่อไป ในปีที่ผ่านมารัฐบาลได้อนุญาตให้มีการถือครอง กรรมสิทธิ์จากต่างประเทศ 100% ในธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่เป็นลักษณะธุรกิจต่อธุรกิจ และสำหรับร้านค้าปลีกที่ขายผลิตภัณฑ์อาหาร
ภาคการค้าปลีกในอินเดียได้รับประโยชน์จากการเติบโตอย่างรวดเร็วของอีคอมเมิร์ซ และ คาดว่าจะเติบโตร้อยละ 30 ต่อปี โดยจะมีมูลค่าถึง 48 พันล้านเหรียญภายในปี 2563 ผู้ค้าปลีกได้ คว้าโอกาสนี้ไว้อย่างรวดเร็วโดยกว่าร้อยละ 86 ของร้านค้าปลีกอยู่ภายใต้การทำงานของบริษัทอีคอมเมิร์ซอย่าง pure-play ทั้งนี้ที่ผ่านมารัฐบาลอินเดียมีความพยายามอย่างยิ่งในการเพิ่มการชำระเงินโดยไม่ใช้พันธบัตร (การยกเลิกธนบัตรบางชนิด หรือ demonetisation ทั่วประเทศเมื่อ เร็ว ๆ นี้) และการปฏิรูปภาษีทางอ้อมว่าด้วยภาษีสินค้าและบริการทั่วประเทศ (GST) ซึ่งคาดว่าจะช่วยเร่งการยอมรับทางการค้าปลีก ท้ายนี้ Debashish Mukherjee ซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับ AT Kearney และหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการด้านผลิตภัณฑ์เพื่อผู้บริโภคและการขายปลีกในอินเดียกล่าวว่าการจัดอันดับสูงสุดของอินเดียคือการลงคะแนนอย่างชัดเจนในความเชื่อมั่นในตลาดค้าปลีกและศักยภาพการเติบโตที่กว้างใหญ่
บทวิเคราะห์: เห็นได้ว่าจากการจัดอันดับการค้าปลีกถือได้ว่าประเทศอินเดียติดอันดับต้นๆของโลก และถือเป็นอันดับหนึ่งในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและ โอกาสทางการค้าปลีกในประเทศอินเดีย ฉะนั้นประเด็นดังกล่าวถือเป็นจุดที่ประเทศไทยต้อง ปรับตัวเพื่อเพิ่มการแข็งขันของตนเอง ในขณะเดียวกันยังเป็นโอกาสดีที่นักลงทุนไทย จะเริ่มธุรกิจค้าปลีกในประเทศอินเดียเพิ่มมากยิ่งขึ้น
Source: THE ECONOMIC TIMES. 05 June, 2017
3. ความต้องการบริโภคเนื้อไก่และราคาเพิ่มสูงขึ้นจากข้อถกเถียงเกี่ยวกับการบริโภคเนื้อโค
Chicken demand, price rise amid beef controversy: Assocham
ลัคเนาว์: The Associated Chambers of Commerce & Industry of India หรือ Assocham กล่าวว่า ราคาไก่ในหลายภาคส่วนของประเทศได้เริ่มพุ่งสูงขึ้น และถูกคาดหมายว่าราคาจะทะยานพุ่งขึ้น กว่าร้อยละ 25-30 ท่ามกลางข้อถกเถียงเกี่ยวกับการบริโภคเนื้อโคในอินเดีย

ที่มาภาพ : economictimes.indiatimes.com
องค์กรดังกล่าวยังกล่าวอีกว่า การเพิ่มขึ้นของรายได้เฉลี่ยต่อหัวและการเติบโตอย่าง รวดเร็วของอุตสาหกรรมการบริการอาหารถือว่าเป็นเหตุผลสำคัญของการเติบโตของอุปสงค์และ การบริโภคเนื้อสัตว์ในอินเดีย และมีความเป็นไปได้ว่าการบริโภคไก่จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 35-40
ผลวิเคราะห์จาก Assocham’s Economic Research Bureau (AERB) ระบุว่า “ราคา สัตว์ปีกขายส่งได้เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 22 ในขณะที่เนื้อโคและกระบือได้ลดลงประมาณร้อยละ 3 ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2014 และเมษายน 2017”
นอกเหนือจากการบริโภคเนื้อสัตว์ปีกโดยเฉพาะไก่กำลังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องจากตัววัดอัตราการเติบโต (CAGR) ประมาณร้อยละ 10-12 ในขณะที่การบริโภคในทางกันข้าม ในช่วงเดือนมิถุนายน 2013 และเดือนมีนาคม 2014 มีการเพิ่มขึ้นของระดับราคาขายส่งของเนื้อโคและกระบือกว่าร้อยละ 10 แต่ราคาเนื้อสัตว์ปีกลดลงร้อยละ 9
โฆษกของ Assocham กล่าวว่า ข้อถกเถียงเกี่ยวกับเนื้อโคและการเชือดสัตว์ “ได้ส่งผลดี ให้กับธุรกิจสัตว์ปีกในรัฐ Andhra Pradesh, Haryana, Karnataka, Kerala, Maharashtra, Punjab, Tamil Nadu, Telangana, Uttar Pradesh และภูมิภาคสำคัญอื่นๆ” รัฐบาลจำเป็นต้องสนับสนุนเกษตรกรที่ทำฟาร์มสัตว์ปีกให้มีส่วนในการพัฒนาประเทศใน ส่วนของการส่งออก/นำเข้าของประเทศ Assocham เสนอว่า “อินเดียได้นำเสนอโอกาสมากมายสำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสัตว์ปีก เช่น การขยายพันธุ์ การรักษาโรค วัตถุดิบ และกระบวนการต่างๆ ซึ่งเหล่านี้ควรถูกใช้ประโยชน์”
ปัจจุบัน ราคาเนื้อสัตว์ปีกเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 15-20 ซึ่งอาจจะพุ่งขึ้นมากกว่าร้อยละ 25 โดยเฉพาะในช่วงเดือนรอมฎอนของชาวมุสลิม แม้ว่าราคาเนื้อสัตว์ปีกจะตกลงเป็นประจำในช่วงฤดูร้อน แต่ในปีนี้จะไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากข้อถกเถียงเกี่ยวกับเนื้อโคที่มีมากขึ้น
บทวิเคราะห์: รายงานดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงการเติบโตของธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์ปีก โดยเฉพาะ ไก่ ซึ่งมีการเพิ่มขึ้นทั้งความต้องการและราคา ซึ่งทำให้โอกาสในการลงทุนในธุรกิจดังกล่าวมีการเปิดกว้างอย่างมากไม่พอเฉพาะธุรกิจการทำฟาร์มไก่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับฟาร์มไก่ในทางอ้อมอีกด้วย นักลงทุนไทยจึงไม่ควรพลาดโอกาสดังกล่าว
Source: THE ECONOMIC TIMES. Jun 05, 2017
4. การเจริญเติบโตชะลอตัวลงเนื่องจากนโยบาย demonetisation: Manmohan Singh
Growth has slowed down due to demonetisation: Manmohan Singh
นายมานโมฮัน ซิงห์อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวในวันนี้ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศชะลอตัวลง โดยเป็นผลมาจากการใช้ นโยบายยกเลิกธนบัตรและเศรษฐกิจของประเทศ ที่เดินด้วยการใช้จ่ายสาธารณะเพียงอย่างเดียว เขาแสดงความกังวลเป็นอย่างมากเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จะส่งผลกระทบต่อการจ้างงาน

ที่มาภาพ : economictimes.indiatimes.com
นายซิงห์กล่าวในที่ประชุมสภาคองเกรส (CWC) ที่หารือเกี่ยวกับการชะลอตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ดังที่แสดงให้เห็นในตัวเลข GDP ไตรมาสล่าสุด โดยเขากล่าวว่าการชะลอตัว ครั้งนี้เป็นผลมาจากนโยบายธนบัตรที่นายกรัฐมนตรี Narendra Modi ประกาศเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 ปีที่แล้ว เขากล่าวเพิ่มว่าการผลรวมมูลค่าเพิ่ม (Gross Value Addition: GVA) เป็นมาตรการย่อยที่แท้จริงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
"การลงทุนของภาคเอกชนทรุดลง และเศรษฐกิจกำลังวิ่งอยู่บนกลไกในส่วนของการใช้จ่าย สาธารณะเพียงอย่างเดียว" เขากล่าวในที่ประชุม โดยมี Sonia Gandhi เป็นประธานในที่ประชุม นายซิงห์ กล่าวว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมการผลิตลดลงจากร้อยละ 10.7 ในเดือนมีนาคม 2559 เหลือเพียงร้อยละ 3.8 ในเดือนมีนาคม 2560 ซึ่งลดลงเกือบร้อยละเจ็ดจุด เขากล่าวว่า "สิ่ง ที่น่าเป็นห่วงที่สุดในทุกเรื่อง เพราะมันจะส่งผลกระทบต่อการจ้างงาน" นอกจากนี้เขายังได้ตั้ง ข้อสังเกตว่า อุตสาหกรรมการก่อสร้างซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักในการจ้างงานที่ใหญ่ที่สุดใน ประเทศ ก็ได้รับความเดือดร้อนเช่นเดียวกัน ซึ่งหมายถึงการสูญเสียของการจ้างงานล้านตำแหน่งสำหรับแรงงานของประเทศ
บทวิเคราะห์: นี่เป็นผลสืบเนื่องในระยะสั้นของนโยบายยกเลิกธนบัตรที่จะส่งผลต่อ เศรษฐกิจอินเดียในระยะยาว เนื่องจากเสถียรภาพที่จะเกิดขึ้นกับระบบการเงินของอินเดีย
Source: THE ECONOMIC TIMES. Jun 07, 2017
5. ภาษีสินค้าและบริการจะไม่ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ
GST will not fuel inflation: Key takeaways from RBI rate review
ธนาคารกลางแห่งอินเดีย (RBI) ระบุในรายงานนโยบายทางการเงินฉบับที่สองของปีงบประมาณนี้ว่ายังคงอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงิน (repo rate) ไว้เหมือนเดิมที่ร้อยละ 6.25 โดยครั้งสุดท้ายที่ธนาคารเปลี่ยนอัตรานโยบายคือเมื่อ วันที่ 4 ตุลาคม 2016
ธนาคารกลางยังคงอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินไว้ที่ร้อยละ 6 หลังจากที่อัตราผลตอบแทน (basis points) เพิ่มขึ้น 25 จุดเมื่อเดือนเมษายน 2560 โดยมีการลงคะแนนเสียงโดยคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางที่ 5 ต่อ 1

ที่มาภาพ :economictimes.indiatimes.com
บริษัทบริการการเงินระดับโลกอย่าง BofA-ML เชื่อว่า RBI อาจจะตัดอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินภายในผลตอบแทน 25 จุดในเดือนสิงหาคม เนื่องจากผลผลิตที่ดีในฤดูมรสุม และนี่คือห้าประเด็นสำคัญจากแถลงการณ์นโยบายของ RBI
การบังคับใช้ภาษีสินค้าและบริการ
จากรายงานของ RBI การบังคับใช้ภาษีสินค้าและบริการถูกคาดการณ์ว่าจะไม่ส่งผล กระทบกับภาวะเงินเฟ้อในภาพรวมมากนัก เงินเฟ้อถูกคาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 2-3.5 ในช่วงครึ่งแรกของปี และในช่วงครึ่งหลังอยู่ที่ร้อยละ 3.5-4.5 สินค้าและบริการทุกประเภทได้ถูกจัดอยู่ในอัตรา ภาษีที่ร้อยละ 5, 12, 18 และ 28 ยกเว้นทองและโลหะมีค่าซึ่งจะอยู่ในอัตราร้อยละ 3
ความกังวลถึงการเติบโต
แผนการการเติบโตของผลรวมมูลค่าเพิ่ม (GVA) ส าหรับปี 2017-2018 ได้ถูกแก้ไขให้อัตรา ผลตอบแทนลดลง 10 จุดจากแผนการเดือนเมษายน 2017 ที่ร้อยละ 7.3 ด้วยความเสี่ยงเฉลี่ยที่สมดุล
RBI ระบุว่า “การเปลี่ยนค่าเงิน (remonetisation) อย่างต่อเนื่องควรจะช่วยให้การใช้ จ่ายเงินเพื่อการบริโภคเป็นไปอย่างระมัดระวังโดยเฉพาะในภาคส่วนเศรษฐกิจที่ใช้เงินสดเป็นหลัก นอกจากนี้การลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารหลังนโยบายการยกเลิกการใช้ธนบัตรควรจะช่วย ให้ความต้องการการบริโภคและการลงทุนของครัวเรือนและบริษัทต่างๆ เป็นไปอย่างง่ายขึ้น อีกทั้งการใช้จ่ายของภาครัฐอย่างต่อเนื่องยังช่วยสร้างความเข้มแข็งและบรรเทาผลกระทบความ ถดถอยของภาคส่วนอื่นๆ”
ปัจจัยเสี่ยง
RBI ระบุว่า ความเสี่ยงของการเมืองโลกยังคงเพิ่มขึ้นและสามารถแสดงให้เห็นเป็นรูปธรรม การเพิ่มขึ้นของต้นทุนและแรงกดดันของค่าแรงอาจจะดึงผลกำไรของบริษัท และทำให้การเติบโตของผลรวมมูลค่าเพิ่มลดลง RBI ยังระบุอีกว่าปัญหางบดุลคู่จากการใช้ประโยชน์ของภาคธุรกิจที่มากเกินไปและ ภาคธนาคารที่มีความเข้มงวดอาจชะลอการฟื้นตัวของความต้องการลงทุนภาคเอกชน
การค้าระดับโลก
การส่งออกเชิงพาณิชย์แสดงให้เห็นถึงการเติบโตในระดับตัวเลขสองหลังเมื่อเดือนมีนาคม 2017 ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่การค้าโลกซบเซา โดยกว่าร้อยละ 80 ของการเติบโตดังกล่าวมาจากสินค้าในภาควิศวกรรม ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เพชรพลอยและเครื่องประดับ และ ผลิตภัณฑ์ทาง เคมี RBI ระบุว่า ระดับของเงินสำรองเงินตราระหว่างประเทศเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2017 มีมูลค่า 38.12 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
การนำเข้าสินค้าประเภทปิโตรเลียมเพิ่มขึ้นอย่างมากจากผลของราคาที่เพิ่มขึ้นเนื่องจาก การตัดการผลิตน้ำมันของกลุ่มประเทศ OPEC ทำให้ราคาน้ำมันดิบระหว่างประเทศยังคงสูงขึ้น การนำเข้าทองก็มีมูลค่าที่เพิ่มขึ้นเริ่มจากแรงกระตุ้นของความต้องการในช่วงเทศกาลแต่ภายหลังมี การกักตุนเนื่องจากความกังวลเมื่อมีการบังคับใช้ภาษีสินค้าและบริการ
มุมมองที่เป็นกลาง
คณะกรรมการนโยบายการเงินยังคงยืนยันจุดยืนที่เป็นกลางและยังคงเฝ้าติดตามข้อมูลที่ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง RBI ระบุว่า “การตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงินยังคงมีจุดยืนที่ เป็นกลางอย่างสม่ำเสมอในนโยบายทางการเงินและมีความกลมกลืนกับจุดประสงค์ที่วางไว้ใน ระยะกลางซึ่งดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ขยายตัวร้อยละ 4”
RBI ยังระบุว่าต้องการดูหลักฐานมากขึ้นเกี่ยวกับการการขยายตัวของเงินเฟ้อในเดือน เมษายนว่าจะยังมีอยู่ต่อเนื่องหรือไม่ ตัวอย่างเช่น ปัญหาเงินเฟ้อจากการเพิ่มขึ้นของค่าแรงใน ชนบทที่เพิ่มขึ้นและอุปสงค์การบริโภคที่มากขึ้น โดยข้อมูลภาวะเงินเฟ้อของเดือนพฤษภาคมจะนำเสนอในสัปดาห์หน้า
บทวิเคราะห์: จากรายงานข่าวดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจว่าภาวะเงินเฟ้อจะยังไม่เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ แต่คณะกรรมการนโยบายการเงินยังคงต้องติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง เพราะมีสัญญาณถึงภาวะเงินเฟ้อเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
Source: THE ECONOMIC TIMES. Jun 07, 2017
6. ภาคอุตสาหกรรมอินเดียผิดหวังเนื่องจากธนาคารกลางของอินเดียไม่เปลยี่นแปลงอัตราคา ดอกเบี้ยเงินกู้
India Inc disappointed as RBI keeps rates unchanged
เมื่อธนาคารกลางของอินเดียหรือ RBI ปล่อยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไว้เท่าเดิม ส่งผลให้ อุตสาหกรรมต่างๆในอินเดียได้แสดงความรู้สึกผิดหวังว่าธนาคารกลางกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อมากเกินไป
สภาการค้าและอุตสาหกรรม Assocham กล่าวว่า อุตสาหกรรมต่างๆใน อินเดียรู้สึกผิดหวังต่อธนาคาร ธนาคารกลาง อินเดีย (RBI) ที่ไม่ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากปัจจุบันภาวะอัตราเงินเฟ้อเริ่มปรากฎขึ้น เขากล่าวในแถลงการณ์ว่า "เป็นที่ชัดเจนว่าธนคารกลางเลือกที่จะยังคง ระมัดระวังในเรื่องแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อ แม้ว่าข้อมูลสำคัญ เช่นความผันผวนของราคาน้ำมันดิบที่ ผู้ผลิตจะปรับขึ้นราคา" นอกจากนี้เขายังกล่าวอีกว่า อุตสาหกรรมส่วนใหญ่กำลังเผชิญหน้ากับ ภาระหนี้สิน และต้นทุนดอกเบี้ยที่สูง ซึ่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญของงบดุล
Source: THE ECONOMIC TIMES. Jun 07, 2017.

ที่มาภาพ : economictimes.indiatimes.com
"การชะลอตัวของการเติบโตในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2559-2560 ยังช่วยลดความ ต้องการใช้เงินที่น้อยลง"
"... โดยคุณไม่สามารถหาข้อผิดพลาดกับธนาคารกลางได้ เนื่องจากหน้าที่หลักคือการทำให้ อัตราเงินเฟ้อต่ำและมีเสถียรภาพ แม้ในขณะนี้ข้อมูลที่ธนาคารกลางได้รับสนับสนุนการลดอัตรา ดอกเบี้ย แต่มันก็ยังเกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ได้"
ในวันนี้ธนาคารกลางของอินเดียไม่ได้เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ โดยอ้างถึงความ เสี่ยงต่ออัตราเงินเฟ้อที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากการระดมเงินทุนและปล่อยให้กู้ยืมถูกปล่อยกู้ไปยังภาคการเกษตร
นาย Gopal Jiwarajka จาก PHDCCI แสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายการเงินว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยคาดว่าจะเกิดขึ้นจากธนาคารกลาง เนื่องจากอัตราเงินเฟ้ออยู่ในอัตราที่ ปลอดภัย และความต้องการซื้อคาดว่าจะดีขึ้นหลังจากฤดูกาลนี้ โดยการเติบโตของผลผลิต อุตสาหกรรมจะต้องเร่งตัวขึ้นสู่ระดับร้อยละ 9-10 โดยมีมาตรการที่สำคัญสำหรับการสร้างงานในระบบเศรษฐกิจ เขากล่าวเสริมว่า "ในอนาคตข้างหน้าเราคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ระดับร้อยละ 5.75 ภายในสิ้นเดือนธันวาคม 2560 นี้ และมีความคล่องตัวในการให้สินเชื่อแก่ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับภาค MSMEs"
Surendra Hiranandani ประธานและผู้จัดการ House of Hiranandani กล่าวว่า การลดต้นทุนการกู้ยืมอาจทำให้เกิดแรงกระตุ้นที่จำเป็นมากสำหรับการเติบโตในระยะใกล้ ๆ
บทวิเคราะห์: ในระยะยาวเศรษฐกิจอินเดียจะฟื้นตัวขึ้น เนื่องจากเสถียรภาพด้านการเงิน และรัฐบาล ซึ่งธนาคารกลางเองต้องมีการปรับตัวเพื่อสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งอัตราเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
Source: THE ECONOMIC TIMES. Jun 07, 2017