
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงนิวเดลี
สรุปข่าวเด่นรายสัปดาห์
30กรกฎาคม– 5 สิงหาคม 2559 (อินเดีย)
1. บทบาทของรัฐบาลกลางเพื่อสร้างความชัดเจนมากขึ้ในกระบวนการ'ปฏิวัติ' การปฏิรูปภาษีGST
(Missing Pieces : The Centre must bring some more clarity to the bill before the 'revolutionary' tax reform is implemented)
ก่อนการเริ่มต้นการประชุมรัฐสภา นายกรัฐมนตรีNarendra Modiได้ผลักดันอย่างเต็มที่เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เกิดการปูทางสำหรับการเก็บภาษีสินค้าและบริการหรือ(GST: Goods and Services Tax) ในสภาสูงซึ่งนักวิเคราะห์หลายคนมองว่านี่เป็นยาครอบจักรวาลสำหรับโครงสร้างภาษีที่ซับซ้อนของอินเดีย
GSTถูกออกแบบมาเพื่อเก็บภาษีในการผลิตการขายและบริการตั้งแต่ภาษีบริการ(services tax), บันเทิง(entertainment), สินค้าฟุ่มเฟือยและการซื้อจะอยูในภาษีสรรพสามิต(luxury and purchase tax to excise duty),ภาษีมูลค่าเพิ่ม(value-added tax)และภาษีการขายกลางและรายการ(central sales tax and entry)หรือภาษีOctroiรัฐบาลกลางเชื่อว่าGSTจะไม่เพียงทำให้การหลีกเลี่ยงภาษียากแต่อาจลดทอนอัตราเงินเฟ้อของประเทศได้
ข้อดี |
ข้อเสีย |
- ทำให้ระบบภาษีแบบง่ายที่จะทำให้เกิดความสะดวกในการทำธุรกิจ |
- แต่ สร้าง 30 เขตอำนาจศาลที่แตกต่างกันสำหรับข้อพิพาททางภาษี |
- แก้ไขปัญหาการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่ซื้อขายระหว่างรัฐและแก้ไขค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติที่สูง |
- ในขณะที่ กฎหมายใหม่จะสร้างแผ่นภาษีเดียวทั่วประเทศ ระบบGSTจะไม่ทำงานกับระบบการจัดเก็บภาษีหลายชั้นเดิมที่ระบุว่าผู้ค้าจะยังคงมีการปฏิบัติตามระเบียบรัฐนั้นๆ |
- การเพิ่มค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติตามภาษีGSTโดยร่างเอกสารธุรกิจการดำเนินงานทั่วประเทศเพื่อรักษาสามบัญชี ได้แก่
- ภาษีGSTกลาง(CGST : central GST)
- GSTรัฐและ(SGST: state GST)
- GST ระหว่างรัฐ- ในแต่ละรัฐ
(IGST:inter-state GST)
**เพิ่มเติม1.ภาษีกลาง (Central taxes)(ภาษีสรรพสามิตและบริการภาษี)จะถูกแทนที่ด้วยCGST
2. ภาษีของรัฐ(state taxes) จะถูกแทนที่ด้วยSGST
3.ภาษีการขายกลาง (CST : central sales tax)จะเข้ามาแทนที่ด้วยIGST
|
- ยกเลิกช่องจุดการจัดเก็บภาษี (single-point taxationwindow) ช่วยลดผลกระทบที่ซ้อนของการเก็บภาษีในราคาที่สิ้นสุดของผลิตภัณฑ์ |
- แต่ กลไกการภาษีสินเชื่อ(tax credit) ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการค้าเรียกร้องเงินคืนสำหรับGSTที่จ่ายปัจจัยการผลิต, วัตถุดิบและบริการอื่นๆในขั้นตอนของการเพิ่มมูลค่าแก่ทุกคน ซึ่งไม่อาจเป็นไปได้ภายใต้สถานการณ์ที่กำหนดให้ร้านค้าปลีกต้องเจรจาต่อรองใบแจ้งหนี้ทั้งหมดภายใน1 เดือนของการทำธุรกรรมที่จะใช้ประโยชน์ของสินเชื่อ |
- ร่างพระราชบัญญัติสร้างความเท่าเทียมกันระหว่างผู้เล่นรายใหญ่และรายเล็กที่จะมีการลงทะเบียนสำหรับสินค้าและบริการทุกการเสนอขาย |
- ในความเป็นจริง ภาคธุรกิจอาจต้องตั้งหน่วยงานในการจัดการภาษีGST(หลายคนตั้งคำถามกับมุมมองดังกล่าวในขณะที่มุ่งไปสู่ความสะดวกในการทำธุรกิจมากขึ้น ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าในช่วงเวลานี้ของอินเดีย คือ การแสวงหาการลงทุนโดยตรงในภาคการบริโภค) |
- การประเมินราคาของการบริการในแง่ของภาษีก็อาจจะเพิ่มความสับสนได้ |
อย่างไรก็ตามร่างพระราชบัญญัติGSTถือเป็นข่าวที่ดีสำหรับภาคการผลิตและรัฐส่วนกลาง ด้วยคิดเป็นร้อยละ 1 ของภาษีเพิ่มเติมที่รัฐจะได้ทั้งหมด ซึ่งรัฐมหาราษฏระ(Maharashtra) รัฐคุชราต(Gujarat) รัฐราชสถาน(Rajasthan) รัฐอานธรประเทศ(Andhra Pradesh) และรัฐเตลังคานา (Telangana)จะได้รับประโยชน์จากบทบัญญัตินี้ ซึ่งต้องติดตามว่ารัฐบาลกลางจะทำให้ผ่านสภาสูงได้หรือไม่
Source: นิตยสาร Business Today, August 14, 2016
2. ระบบการรถไฟเปิดรับบุคคลภายนอกเข้ามาบริหารงานเป็นครั้งแรก
Now, an outside expert in railway board
นายกรัฐมนตรี Narendra Modi นำคณะกรรมการเข้าจัดระเบียบผู้บริหารการรถไฟใหม่โดยเพิ่มตำแหน่งงานในการรับผิดชอบการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานของระบบการรถไฟโดยตรง เพื่อมุ่งสู่ปฏิรูประบบอย่างจริงจัง รัฐบาล Modi ยังอนุมัติให้สามารถจ้างคนจากภายนอกเข้ามาบริหารการรถไฟได้โดยตรง มากไปกว่านั้น การดำเนินการแต่งตั้งบรรดาผู้บริหารก็ได้รับการแก้ไขเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดระบบอุปถัมภ์และการใช้เส้นสายในการเลื่อนตำแหน่ง ที่เป็นต้นเหตุให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันในอดีต
ทั้งหมดทั้งมวลนี้ เพื่อหวังให้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เป็นรากฐานในการพัฒนาระบบการรถไฟที่จะเป็นพลังสำคัญในการกระจายสินค้าและแรงงานภายในประเทศ ซึ่งจะลดค่าใช้จ่ายทางธุรกิจสำหรับธุรกิจที่พยายามเข้าถึงเขตพื้นที่ต่างๆในอินเดียผ่านการรถไฟ
Source : Economic Times, 2 สิงหาคม 2559
3. รัฐบาลยกเลิกระเบียบคลังสินค้าเดิมผู้ส่งออกไม่ต้องขึ้นทะเบียนส่งออก
Government has removed warehousing requirement as part of overhaul of the customs framework
เพื่อที่จะกระตุ้นการส่งออกของอินเดีย รัฐบาลได้ยกเลิกระเบียบคลังสินค้าซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฎิรูปให้การส่งออกสินค้าดำเนินการได้ง่ายขึ้น ระเบียบนี้จะเป็นผลบังคับใช้ตั้งแต่ 13 สิงหาคม 2016 เป็นต้นไป โดยการลงทะเบียนสินค้าเพื่อส่งออกนอกประเทศอินเดีย ไม่จำเป็นต้องลงทะเบียน อย่างไรก็ตามการนำสินค้าเข้ามาสู่จะประเทศยังคงต้องดำเนินการลงทะเบียนอยู่ การผ่อนปรนในครั้งนี้จะเป็นผลดีต่อผู้ส่งออกในอินเดียทั้งยังช่วยลดความล่าช้าในการส่งสินค้าออกนอกประเทศเนื่องจากไม่ต้องดำเนินการเรื่องเอกสารที่ค่อนข้างยุ่งย่างอีกต่อไป ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการชาวไทยที่ต้องการส่งออกสินค้าอินเดียไปยัง
Source : Economic Times, 2 สิงหาคม 2559
4. การส่งออกอาหารจะยังคงแฟบใน2015-16 : พืชเชิงพาณิชย์ลดลง
Food output to remain flat in 2015-16; commercial crops to dip
นิวเดลี:
รัฐบาลกลางได้ตรึงการผลิตอาหารจำพวกเมล็ดพืช (foodgrain)ในอินเดียสำหรับปีการผลิต 2015-16 อยู่ที่ 252.22 ล้านเมตริกตันซึ่งเป็นการปรับคาดการณ์ของรัฐบาลกลางครั้งที่4ซึ่งใกล้เคียงกับปีก่อนหน้าในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมปี 2014-15 ซึ่งการผลิตอยู่ที่ 252.02 ล้านเมตริกตัน ซึ่งพืชเกษตรในเชิงพาณิชย์ที่สำคัญในช่วงปี2015-16ยกตัวอย่างเช่นฝ้าย, อ้อยและเมล็ดพืชน้ำมัน มีการผลิตต่ำกว่าเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ขณะที่ในการคาดการณ์ล่วงหน้าครั้งที่ 4การผลิตอาหารจำพวกเมล็ดพืช (foodgrain)ทั้งหมด เมื่อเทียบกับการประมาณการครั้งที่
3ที่ประกาศในเดือนพฤษภาคม กลับมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยพืชที่มีความสำคัญมากที่สุดในการคาดการณ์ คือ ข้าวสาลีและเมล็ดถั่วกลับไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านผลผลิตมากนัก ขณะที่พืชชนิดอื่นปรับการผลิตลดลง (ดูตารางที่ 1และ2ประกอบ)
ตารางที่ 1ผลผลิตธัญพืชส่งออกของอินเดีย
ประเภทธัญพืช |
ปี 2015-16(หน่วยล้านเมตริกตัน) |
ปี 2014-15(หน่วยล้านเมตริกตัน) |
ข้าว |
104.32 |
105.48 |
ข้าวสาลี |
93.50 |
88.94 |
เมล็ดถั่ว |
16.47 |
17.15 |
ตารางที่ 2ผลิตธัญพืชบริโภคภายในที่สำคัญ
ประเภทธัญพืช |
ปี 2015-16(หน่วยล้านเมตริกตัน) |
ปี 2014-15(หน่วยล้านเมตริกตัน) |
อ้อย |
352.163 |
362.333 |
ฝ้าย |
30.147 |
34.805 |
เมล็ดพืชน้ำมัน |
25.304 |
27.511 |
Source: Business Line, 2 สิงหาคม 2559
5. เศรษฐกิจอินเดียอยู่ในเกณฑ์ดีและมีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆ
The news on economy is good and can also get better
ภายใต้การบริการงานของรัฐบาล Modi ในช่วงระยะเวลากว่าครึ่งวาระที่อยู่ในอำนาจ เศรษฐกิจต่างค่อยๆพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น เห็นได้จากการนำเสนอข่าวรายงานเศรษฐกิจต่างๆ IMF รายงานว่าเศรษฐกิจอินเดียจะเพิ่มมากขึ้นถึงร้อยละ 7.4 จนถึงร้อยละ 8 ตามความเห็นของบรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ทั้งนี้การลงทุนจากภาครัฐและความต้องการบริโภคสินค้าในเขตชุมชนเมืองคือจุดกำเนิดของความความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามผลจากพายุมรสุมที่พัดเข้ามา ทำให้เกิดตัวเลขความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้นในเขตพื้นที่ที่เป็นชนบท ทำให้อินเดียจะต้องเริ่มให้ความสำคัญในการพิจารณาเรื่องของการเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังมากกว่าที่ผ่านมา โดยเริ่มจากประเด็นความแตกต่างของชุมชนเมืองและชนบท เพื่อให้ชนบทสามารถเติบโตและมีกำลังซื้อสินค้าและบริการ
ตัวเลขของการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในเขตชานเมืองสามารถเห็นได้จาก ยอดขายรถแทรกเตอร์ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 รถขับเคลื่อน 4 ล้ออีกร้อยละ 14 และรถเก๋งราคาถูกอีกร้อยละ 12 การเติบโตในเขตชนบทมีบทบาทสำคัญเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากพายุมรสุมที่เพิ่งผ่านไปส่งผลดี ทั้งในด้านการเกษตรทำให้ตัวเลขการเพาะปลูกเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.3 ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น และจากการที่การเพาะปลูกเติบโตดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง มีความเป็นไปได้ว่าจะมีผลิตผลทางการเกษตรเพียงพอต่อหน้าหนาวที่กำลังจะมาถึง รวมไปถึงการเติบโตที่อาจเพิ่มมากขึ้นในปีถัดไป จากการประมาณรายได้ในเขตชานเมืองจะเพิ่มมากขึ้นร้อยละ 4 ซึ่งจะไปเพิ่มอุปสงค์มวลรวมสำหรับสินค้าและบริการทั้งที่นำเข้ามาจากประเทศไทยด้วย
ในอีกแง่หนึ่ง ความต้องการซื้อในเขตชุมชนเมืองก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน จึงเป็นที่คาดกันว่ากลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคประเภทคงทนถาวร (Consumer Durables) ยานพาหนะ และที่ดินจะเป็นอุตสาหกรรมหลักที่จะสามารถสร้างกำไรได้จากอำนาจซื้อที่มากขึ้นตัวอย่างเช่น ค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 และ การจ่ายค่าจ้างที่คั่งค้างไว้ ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินกระจายไปถึงมือผู้บริโภคมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การทำธุรกิจกับอินเดียทั้งในชนบทและชุมชนเมืองจะต้องมองข้ามไปถึงเรื่องของอุปสงค์มวลรวมของสินค้าและบริการที่จะเพิ่มมากขึ้นด้วย
Source: Economic Times, 1 สิงหาคม 2559
6. อินเดียเตรียมเพิ่มภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดใน 6 ประเทศ
India to slap anti-dumping duty on steel import from 6 nations
นิวเดลี : ทางการอินเดียมีแนวโน้มที่ใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping duty) โดยจัดเก็บภาษีศุลกากรขาเข้าเพิ่มเป็น 557 ดอลลาร์สหรัฐต่อหนึ่งตันในสินค้านำเข้าประเภทเหล็กกล้าจาก 6 ประเทศ ซึ่งรวมถึงประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้อยู่ด้วย ทั้งนี้เบื้องต้น DGAD พบว่าเหล็กม้วนรีดร้อนทั้งแบบที่เป็นโลหะผสมและไม่ใช่โลหะผสมที่ถูกส่งออกมายังอินเดียจากประเทศต้นทาง เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รัสเซีย บราซิล และอินโดนีเซีย นั้น มีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน อย่างไรก็ตาม DGAD มีความเห็นว่าให้จัดเก็บภาษีศุลกากรขาเข้าแบบชั่วคราวในสินค้าที่ผลิตและถูกส่งออกมาจากประเทศที่กำหนด บริษัทEssar Steel India, Steel Authority of India และ JSW Steel ได้เป็นฝ่ายร้องต่อDGAD ก่อนเริ่มการไต่สวนเพื่อพิจารณาการเพิ่มภาษีดังที่กล่าวมาข้างต้น
ทั้งนี้ ตามหลักการ Anti dumping นั้น ประเทศที่นำมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดมาบังคับใช้เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการทุ่มตลาดหรือการไหลบ่าเข้ามาของสินค้าที่มีราคาถูกกว่าปกติ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเหล่านั้น การจัดเก็บภาษีดังกล่าวจึงเกิดขึ้นภายใต้กรอบพหุภาคีของ WTO อนึ่ง มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดจึงเกิดขึ้นเพื่อประกันความเท่าเทียมทางการค้า รวมไปถึงปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อจำกัดสินค้านำเข้าหรือเพื่อเพิ่มราคาสินค้าอย่างไม่เป็นธรรม
Source: Economic Times, 3 สิงหาคม 2559
7. เปิดเสรีการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) 100 %
Industry welcomes liberalized FDI policy for food products
รัฐบาลได้อนุมัติการลงทุน 100 % จากบริษัทต่างชาติในอุตสาหกรรมอาหารในประเทศอินเดีย อย่างไรก็ตามการจะดำเนินการตามข้อเสนอดังกล่าวนั้น จะต้องได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลในเรื่องของการค้าซึ่งในที่นี้รวมไปถึงธุรกิจ E-commerce หรือการขายสินค้าออนไลน์ด้วย ทั้งนี้เงินลงทุน FDI 15% จากทั้งหมดจะต้องถูกใช้ไปในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในอุตสาหกรรมอาหาร เพราะรัฐบาลต้องสูญเสียเงินจำนวนกว่า 92 พันล้านรูปีไปเปล่าๆด้วยเหตุผลที่ว่ามีโครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอ
ผลจากการตัดสินใจครั้งนี้ จะทำให้บริษัทจากหลายประเทศจะสามารถเปิด Retail Outlet เพื่อขายสินค้าจำพวกอาหาร แต่มีข้อแม้เสริมคือต้องเป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นในประเทศอินเดียนั่นเอง ทั้งนี้รัฐบาลทำโดยหวังที่จะดึงดูดนักลงทุน เช่น Walmart หรือ Tesco Lotus เข้ามาเปิดสาขาในประเทศอินเดีย การดำเนินการปฎิรูปดังกล่าวข้างต้นจะช่วยลดการสูญเสียโดยเปล่าประโยชน์ และช่วยเกษรกรให้ผลิตสินค้าได้หลากหลายมากขึ้น รวมไปถึงสร้างโอกาสให้แก่แรงงานระดับล่างเข้ามาทำงานในธุรกิจอุตสาหกรรมอาหารมากขึ้นด้วย
Source : Food & Industries Magazine, 4 สิงหาคม 2559
8. India may gain $80 billion per year on relaxing visa regime: Chinese media
อินเดียอาจมีรายรับเพิ่มถึง 8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อปี หากผ่อนปรนระเบียบการขอวีซ่า
กรุงปักกิ่ง: ระเบียบเรื่องวีซ่าในการเข้าประเทศอินเดียของประเทศสมาชิก BRICs ค่อนข้างยุ่งยาก ประเทศสมาชิกเหล่านั้นจึงเสนอให้อินเดียผ่อนปรนระเบียบวีซ่า แต่อินเดียปฏิเสธข้อเสนอและอ้างเหตุผลเรื่องความมั่นคงของชาติโดยเฉพาะเรื่องของภัยคุกคามจากจีน ทั้งนี้ประเทศจีนตอบโต้โดยบอกว่าอินเดียจะมีรายรับเพิ่มขึ้นถึง 8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐหากผ่อนปรนระเบียบเรื่องวีซ่าให้กับบรรดานักธุรกิจที่มาจากประเทศสมาชิก BRICs ซึ่งหมายรวมถึงจีนด้วย มากไปกว่านั้นจีนยังให้เหตุผลเพิ่มเติมถึงการที่คนอินเดียสามารถเดินทางเข้าประเทศจีนได้ง่ายกว่าการที่คนจีนเดินทางมายังอินเดีย เพราะจีนมีนโยบายที่ผ่อนปรนมากกว่าโดยเฉพาะกับนักท่องเที่ยว ซ้ำยังยกตัวอย่างความขัดแย้งระหว่างจีนกับประเทศญี่ปุ่น ที่นักท่องเที่ยวคนจีนยังสามารถเดินทางเข้าญี่ปุ่นได้อย่างไม่ต้องยุ่งยากนัก
แม้อินเดียจะนำเสนอว่าได้ผ่อนปรนกฎเกณฑ์ต่างๆระหว่างตนเองกับประเทศจีนแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการการดำเนินการทางเศรษฐกิจหรือการท่องเที่ยว ทั้งนี้อุปสรรคในการขอวีซ่ามาอินเดียต่อคนจีนนั้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอินเดียด้วย อินเดียจึงไม่ควรที่จะยึดติดกับชุดความคิดเดิมๆ เริ่มพัฒนาระเบียบและผ่อนปรนรูปแบบการขอวีซ่าที่จะช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศได้มากขึ้น สำหรับประเทศไทยที่ถือเป็นประเทศคู่ค้าอันดับต้นๆของทั้งสองประเทศนั้น การมีสัมพันธ์อันดีต่อกันของสองประเทศยักษ์ใหญ่จะส่งผลดีต่อไทยมากกว่าด้วย
Source : Economic Times, 4 สิงหาคม 2559