
1. อินเดีย-นิวซีแลนด์ ทำความตกลงร่วมกันในการแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับสนธิสัญญาด้านภาษีและการค้า
India, New Zealand agree to amend tax treaty, boost trade
นิวเดลี: อินเดียและนิวซีแลนด์ตัดสินใจร่วมกันในการแก้ไขสนธิสัญญาทางการค้าและภาษีระดับทวิภาคี
เพื่อส่งเสริมระบบการค้าเสรีและเพิ่มความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ทั้งสองฝ่ายได้ขยายความร่วมมือและเร่งรัดความสำเร็จในการเจรจาเกี่ยวกับเรื่องการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคด้วย (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP)
ในปัจจุบันการค้าร่วมกันระหว่างทั้งสองประเทศมีมูลค่าโดยรวมอยู่ที่ 1.8 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งแสดงให้เห็นความเจริญเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่า 42% ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งนายกรัฐมนตรีของอินเดียมีความคาดหวังที่การค้าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นมากกว่านี้
โดยสนธิสัญญาที่ทั้งสองประเทศแก้ไขรวมถึงการแก้ไขปัญหาเรื่องการจัดเก็บภาษีทับซ้อนระหว่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิบัติของความร่วมมือระดับระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลอินเดียที่ต้องการปรับปรุงข้อสนธิสัญญาการค้าต่างๆ ให้สอดคล้องกับแนวทางของ OECD
ในส่วนของเรื่องข้อตกลงทางการค้าเสรี (FTA)ทั้งสองประเทศได้ลงความเห็นร่วมกันในการเพิ่มมามาตรการหลายๆประการเพื่อสร้างความสมดุลทางการค้าระหว่างทั้ง 2 ประเทศให้ได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน
ทั้งสองประเทศยังให้ความยืนยันในเรื่องเกี่ยวกับความร่วมมือและการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP)ซึ่งมีการจัดประชุมและเจรจากันในครั้งแรกเมื่อปี 2012 ณ กรุงพนมเปญ โดยสมาชิกกว่า 16 ประเทศเข้าร่วม โดยกลุ่มประเทศเหล่านี้มีมูลค่าเศรษฐกิจรวมกันกว่า 1 ใน 4 ของเศรษฐกิจโลก คิดเป็น 75 ล้านล้านดอลลาร์
ซึ่งประเทศสมาชิกในกลุ่ม RCEP ประกอบด้วยอาเซียน 10 ประเทศ และ อีก 6 ประเทศที่เป็นหุ้นส่วนอาทิ อินเดีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
สุดท้ายนี้ทั้ง 2 ประเทศยังได้ประกาศเกี่ยวกับข้อสรุปเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยทางด้านอาหารร่วมกัน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านความปลอดทางด้านอาหารร่วมกัน และสนับสนุนการค้าที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
บทวิเคราะห์ จากข้อมูลข่าวจะเห็นได้ว่าอินเดียเริ่มมีการเจรจาปรับปรุงข้อสนธิสัญญาความร่วมมือระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ระบบการค้าและการลงในอินเดียสะดวกมากยิ่งขึ้น
ข้อเสนอแนะ รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องติดตามความเคลื่อนไหวของรัฐบาลอินเดียเกี่ยวกับแนวโน้มในการแก้ไขสนธิสัญญาการค้าต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อนักลงทุนไทย รวมถึงการเตรียมการข้อมูลต่างๆ เพื่อให้ความร่วมมือระหว่างไทยและอินเดียได้รับผลประโยชน์ที่เท่าเทียมกัน
Source: The Financial Express, 26 October 2016
2. กรมนโยบายและส่งเสริมอุตสาหกรรมแจ้งให้ทราบว่าจะเปิดให้มีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศอย่างเต็มที่ซึ่งรวมถึงภาคการเงิน
DIPP notifies 100 per cent FDI in more financial services
กระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่ารัฐบาลได้เปิดเสรีให้กับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในส่วนของภาคการเงินและบริษัทธุรกิจการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (NBFCs)
กรมนโยบายและส่งเสริมอุตสาหกรรมกล่าวว่า
“เราได้แจ้งให้ทราบว่าได้เปิดให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศถึงร้
ที่มาภาพ :
ร้อยละ 100 ที่เกี่ยวกับ ‘บริการด้านการเงิน’ ซึ่งรวมถึงบริษัทธุรกิจการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (NBFCs) อันจะเป็นการช่วยดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศเข้าสู่อินเดีย”
โดยบริการด้านการเงินดังกล่าว ประกอบด้วยกิจกรรมที่ถูกกำหนดโดยภาคการเงิน เช่น RBI, SEBI, IRDA, Pension Fund Regulatory and Development Authority, National Housing Bang เป็นต้น
ปัจจุบัน กฎเกณฑ์เกี่ยวกับธุรกิจการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารได้กำหนดเงื่อนไขว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศจะถูกอนุมัติโดยช่องทางอัตโนมัติเพียงแค่กิจกรรมที่เจาะจงเพียง 18 รายการเท่านั้น
โดยกิจกรรมของธุรกิจการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร 18 รายการดังกล่าว ประกอบด้วย ธนาคารเพื่อการพาณิชย์ ประกันภัย การให้คำปรึกษาด้านการเงิน และการซื้อขายหลักทรัพย์
บทวิเคราะห์: การเปิดเสรีด้านการลงทุนโดยตรงระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงภาคการเงินด้วยนั้น เป็นโอกาสที่นักลงทุนด้านภาคการเงินจากต่างประเทศที่สนใจทำธุรกิจการเงินในอินเดียได้เข้ามาร่วมลงทุนในช่วงเวลานี้
Source: The Financial Express, 26 October 2016
3. ความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างอินเดียและเกาหลีใต้ฉบับแก้ไขได้ประกาศใช้
India-Korea DTAA notified, capital gains to be taxed at source
ที่มาภาพ :
อินเดียได้แจ้งการแก้ไขความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน (DTAA)กับเกาหลีใต้ซึ่งภาษีกำไรจากการขายสินค้าจะถูกจัดเก็บในท้องที่ที่อยู่อาศัย โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ค.ศ. 2017 ทั้งนี้ ความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีภาษีซ้อนหมายความว่าภาษีจะต้องถูกจ่าย ณ ท้องที่ที่ผู้ลงทุนอยู่อาศัย “การแก้ไขทบทวนความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนมุ่งหวังเพื่อหลีกเลี่ยงภาระของการจ่ายภาษีสองเท่าให้กับผู้จ่ายภาษีจากสองประเทศ เพื่อส่งเสริมและกำหนดเงื่อนไขการไหลเวียนของการลงทุน เทคโนโลยี และการบริการระหว่างอินเดียกับเกาหลีใต้” เจ้าหน้าที่กล่าว
ความตกลงดังกล่าวจะสร้างความแน่นอนของภาษีให้แก่ผู้อยู่อาศัยทั้งจากอินเดียและเกาหลีใต้ เพื่อที่จะส่งเสริมการลงทุนข้ามประเทศและเทคโนโลยี การทบทวนแก้ไข DTAA จะช่วยลดภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่เกี่ยวกับการบริการด้านเทคโนโลยีที่จากเดิมร้อยละ 15 เหลือร้อยละ 10 เป็นต้น
ความตกลงดังกล่าวจะได้อนุญาตผู้ลงทุนดำเนินวิธีการดำเนินการเพื่อความตกลงร่วมกัน(MAP) รวมถึงข้อตกลงสองฝ่ายเกี่ยวกับข้อตกลงการกำหนดราคาเป็นการล่วงหน้า (APAs) ตลอดจนการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถาบันการเงิน
ข้อตกลง DTAA ที่ถูกแก้ไขได้รับการลงนามเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2015 ในระหว่างที่นายโมดีเยือนกรุงโซล และข้อตกลงดังกล่าวได้ถูกประกาศใช้เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2016 หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้เสร็จสิ้นกระบวนการต่างๆ
จากการแถลงการณ์ระบุว่า “ข้อกำหนดในข้อตกลง DTAA ฉบับใหม่จะส่งผลในแง่รายรับของอินเดียในปีงบประมาณที่จะเริ่มต้นในวันที่ 1 เมษายน 2017”
การแก้ไขข้อตกลง DTAA จะประกอบด้วยบทบัญญัติใหม่ ในความช่วยเหลือด้านการเก็บภาษีแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านภาษี ตลอดจนได้มีการกำหนดบทบัญญัติการจำกัดประโยชน์จากอนุสัญญาอีกด้วย
Source: The Financial Express, 26 October, 2016
4. เศรษฐกิจในชนบทที่ฟื้นฟูส่งผลให้ความต้องการรถจักรยานยนต์เพิ่มขึ้น
Rural revival raises its head in demand for automobiles
ช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นถึงสัญญาณการฟื้นฟูเศรษฐกิจในชนบทของอินเดีย โดย Hero MotoCorp ซึ่งมีฐานเศรษฐกิจในชนบทเป็นส่วนใหญ่ มีตัวเลขการเติบโตถึงร้อยละ 15.8 หรือ 1.8 ล้านหน่วย ในช่วงปิดไตรมาสเดือนกันยายน 2016 โดยรวมทั้งสิ้น รถจักรยานยนต์สองล้อของ TVS motors มีการเติบโตร้อยละ 23.1 ในไตรมาสเดียวกันยอดขายของ Maruti Suzuki ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในอินเดียเติบโตร้อยละ 12 ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เมื่อรวมทั้งสิ้นแล้ว Maruti มียอดขายมากถึงร้อยละ 18.4
ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าหลังจาก 2 ปีที่เศรษฐกิจในชนบทซบเซาติดต่อกัน ซึ่งส่งผลต่อความต้องการในชนบทที่ลดลง รายได้ในชนบทกำลังอยู่ในช่วงของการฟื้นฟู “ตลาดในประเทศแสดงให้เห็นถึงการฟื้นฟูในช่วงสองไตรมาสที่ผ่านมาจากทัศนคติของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี แนวโน้มดังกล่าวถูกคาดหมายว่าจะดำเนินต่อไปจนสิ้นปี และดูเหมือนว่าการเติบโตจะสูงขึ้นจนแตะตัวเลขสองหลักในด้านอุตสาหกรรม” Pawan Munijal ประธานบริษัท Hero MotoCorp กล่าว
แต่ยังมีการสับสนในข้อมูลอยู่เมื่อบริษัท Hindustan Unilever มองว่าปริมาณความต้องการในชนบทลดลงร้อยละ 1 ในขณะที่ ITC มองว่า FMCG เติบโตกว่าร้อยละ 13.3 โดยที่ธุรกิจการเกษตรเติบโตเพียงร้อยละ 2 ในแต่ละปี แต่ก็ยังคาดหวังว่าจะเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่สาม จากผลของฤดูมรสุมที่ดีขึ้น
JM Financial มองว่าการเพิ่มขึ้นของรายได้ในชนบทจะถูกใช้ในลักษณะของการรัดเข็มขัดมากกว่า ซึ่งจะคำนึงถึงการลงทุนเกี่ยวกับอุปกรณ์การทำสวน การซ่องแซมบ้านเรือน ค่าเทอมของลูกหลาน เป็นต้น
ในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์เถียงว่าจะต้องรอดูผลของไตรมาสที่สามเพื่อที่จะได้มั่นใจเกี่ยวกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจในระดับชนบท พิจารณาถึงผลของฤดูมรสุมที่จะส่งผลต่อรายรับในชนบททั้งนี้ ดูเหมือนว่ารายได้ของชาวสวนอาจจะถูกประเมินสูงเกินไป
“ปริมาณฝนในฤดูมรสุมต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ การประเมินล่วงหน้าเกี่ยวกับปริมาณพืชผลในความเป็นจริงอาจจะต่ำกว่านั้น” Aditi Nayar นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก ICRA กล่าว
อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจของ JM Financial คาดการณ์ว่าการเติบโตในระดับตัวเลขสองหลักของรายได้ในชนบท
Source: Business Standard, 28 October, 2016
5. การควบคุมการสั่งซื้อน้ำตาลในอินเดียขยายเวลาเพิ่มเติมอีก 6 เดือน
Sugar Control Order extended by 6 months
นิวเดลี: เพื่อป้องกันการกักตุนน้ำตาลในช่วงเทศกาลที่กำลังดำเนินอยู่นี้ คณะรัฐมนตรีได้ตัดสินใจขยายระยะเวลาในการสั่งซื้อสินค้ากลาง เพิ่มเติมออกไปอีก 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2016 ถึง 28 เมษายน 2017
โดยวัตถุประสงค์หลักของการตัดสินใจครั้งนี้เพื่อช่วยให้รัฐบาลระดับรัฐในการควบคุมการสั่งซื้อน้ำตาล จากที่ตามปกติต้องมีการขอนุญาติจากรัฐบาลกลาง เพื่อคงสถานะของคลังจัดเก็บ หรือเพิ่มปริมาณสินค้าจำพวกน้ำตาลภายในรัฐ การขยายเวลานี้ช่วยให้รัฐบาลระดับรัฐมีอำนาจเต็มในการตัดสินใจเพิ่มการนำเข้าได้ตามความต้องการของตน ซึ่งรัฐบาลคาดว่าการขยายระยะเวลาดังกล่าวจะช่วยให้ไม่มีการกักตุนสิ้นค้า และทำให้ระดับราคาสินค้าเป็นไปตามกลไกปกติของตลาด
การเพิ่มการเพาะปลูกพืชสวนในพื้นที่ Jammu & Kashmir โดย The Cabinet Committee on Economic Affairs (CCEA) ได้อนุมัติมาตรการการบูรณาการในการพัฒนาพืชสวน หรือ Mission for Integrated Development of Horticulture (MIDH) ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญในบริเวณพื้นที่ของรัฐ Jammu & Kashmir เพื่อแก้ไขปัญหา ฟื้นฟู และพัฒนาการเพาะปลูกพืชสวนในพื้นที่ให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น
โดยผลของการอนุมัติมาตรการดังกล่าวจะส่งผลให้มีการช่วยเหลือในการปรับปรุงและฟื้นฟูพื้นที่ใหม่กว่า 329 ไร่ในการเพาะปลูกแอปเปิ้ล และฟื้นฟูสวนแอปเปิ้ลที่มีอยู่เดิมอีก 3,900 ไร่ หลังจากได้รับความเสียหายติดต่อกันเป็นเวลากว่า 3 ปี โดยคิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 5 พันล้านรูปี
โดย CCEA ยังอนุมัติให้สามารถนำเข้าอุปกรณ์สำหรับการเพาะปลูกได้ด้วย เพื่อลดภาระให้กลับเกษตรกร ทั้งนี้รัฐบาลให้ความช่วยเหลือเกษตรกรถึง 90% ในขณะที่ส่วนต่างเพียง 10 % เป็นการลงทุนของเกษตรกร
Source: The Hindu Business Line, 28 October 2016
6. การค้าขายทองและเงินภายในประเทศอินเดียเพิ่มขึ้นถึง 25% ตามความต้องการที่มีมากขึ้น ในช่วงเทศกาล Dhanteras
Gold, silver shine on Dhanteras;sales seen higher by up to 25% on strong demand
นิวเดลี: ความต้องการทองคำและเครื่องประดับในช่วงเทศกาล Dhanteras เพิ่มมากยิ่งขึ้นกว่า 25% ภายหลังที่ความต้องการทองคำในประเทศอินเดียลดต่ำลงติดต่อกันเป็นเวลา 6 เดือน ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีของระดับการค้าขายสินค้าเครื่องประดับและอัญมณีที่ประกอบจากทองคำ
Dhanterasถือว่าเป็นวันมงคลสำคัญที่คนอินเดียจะออกไปซื้อหาของคำ เงินและสินค้ามีมูลค่าต่างๆ ซึ่งพบทั่วไปในภาคเหนือและตะวันตกของอินเดีย โดยจากรายงานของผู้ประกอบการค้าขายเครื่องประดับและMMTC-PAMP ของอินเดียพบว่าเทศกาลนี้ช่วยกระตุ้นให้การค้าขายสินค้าทองและอัญมณีกับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง
สำหรับในช่วงปัจจุบันราคาทองคำอยู่ที่ 30,590 รูปีต่อ 10 กรัม ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วที่มีมูลค่าเพียง 26,230 รูปีต่อ 10 กรัม คิดความแต่ต่างได้ถึง 16.6% เช่นเดียวกับเงินที่ปรับตัวสูงขึ้นเช่นเดียวกันเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
โดยนายกสมาคมผู้ค้าทองคำมองว่าระดับราคาที่เพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบันอาจมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นได้มากกว่านี้ เนื่องจากปัจจัยเรื่องความต้องการที่เป็นผลมาจากเทศกาล Dhanteras หลังที่ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาการค้าขายทองคำมีปริมาณลดลง และมีการขยายตัวที่ชะงักงัน
กระแสความนิยมทองคำแหละเครื่องประดับที่กลับมาเติบโตอีกครั้งส่งสัญญาณในแง่บวกในอนาคตเนื่องจากฤดูการแต่งงานที่ต้องใช้สิ่งเหล่านี้กำลังจะมาถึงในไม่กี่เดือนข้างหน้า แนวโน้มเหล่านี้จึงยังช่วยส่งเสริมให้เกิดการเติบในธุรกิจการค้าทองคำและอัญมณีในประเทศอินเดีย ภายหลังจากที่ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ความต้องการทองคำของอินเดียลดลงถึง 30% จาก 351.5 ตัน ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้วมาอยู่ที่ 247.4 ตัน ปัจจุบันอินเดียเป็นผู้บริโภคและนำเข้าทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลก คิดเป็นประมาณ 900-1,000 ตันต่อปี
บทวิเคราะห์ จากข้อมูลข่าวจะเห็นได้ว่าอัตราการบริโภคทองคำของอินเดียกลับมาเพิ่มสูงอีกครั้งในช่วงเทศกาล Dhanteras ซึ่งส่งผลให้ในช่วงที่ผ่านมาไทยสามารถส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับมายังประเทศอินเดียมากขึ้น(อัตราขยายตัวร้อยละ 20.12 ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2016)
Source: The Hindu Business Line, 29 October 2016